ใครได้ประโยชน์?

 

ใครที่เข้า มาที่นี่ประจํา คงพอจะทราบว่า ที่บล็อกนี่ มี2 คนช่วยกันทํา หมูน้อย เค้าจะเป็นคนหาเนื้อเรื่องต่าง หรือเรื่องเล่า ส่วนผม ตาว เป็คนจัดการเรื่อง ไฟล์ต่าง ไม่ว่าเพลง ภาพ แล้วก็เป็นตกแต่งธีม ปกติ ผมอ่านบล็อก ของท่านอื่น แล้วไม่ค่อยได้ คอมเมนต์เท่าไร พอไปอ่านเจอเรื่องๆดีมาก็บอกให้ หมูน้อยเค้า เข้าไปอ่านแล้วเมนต์ ด้วย

และต่อไปที่จะได้อ่าน นี้ เป็นความคิดเห็น ของผม เกี่ยวกับเรื่องเครดิต ที่มีปัญหา อีรุงตุนัง อยู่บนโลกไซเบอร์นี้

และได้เจอกับคนใกล้ตัวพอดี

 

สาระสำคัญในเรื่องของการคัดลอกบทความไปเผยแพร่ในที่ต่างๆ ก็จะเป็นเรื่องของการแบ่งปันซะมากกว่า เป็นการถ่ายทอดให้ความรู้กับผู้อ่าน (หรือสมาชิกเว็บนั้นๆ) มิได้นำไปให้เกิดความเสียหายหรือไปใช้ในเรื่องของการค้า จึงมักให้เครดิตบ้าง ไม่ให้เครดิตบ้าง เป็นเรื่องปกติ

 

แรกเริ่มเดิมที..การให้เครดิตนั้น...เป็นการบอกที่มาที่ไปของไฟล์...หรือบทความนั้นๆ... ว่ามาจากไหน..หากมีปัญหาจะได้ตามกลับไปที่เจ้าของได้ถูก..เพื่อจะได้แก้ไข หรือปรึกษาหารือได้...แต่ปัจจุบันเจตนาเดิมได้เปลี่ยนไป...กลายเป็นการขอบ คุณเจ้าของไฟล์นั้นๆอย่างเดียว...ฉะนั้นเมื่อไม่มีการให้เครดิต..เวลาเจ้าของไฟล์ไปเจอที่เว็บอื่น..ก็จะมองว่าไม่ขอบคุณเราเลย

 

บ้างครั้งการปิดทองที่องค์พระพุทธรูป ก็ไม่จําเป็นต้องปิดหน้าองค์เสมอไป ถ้าไม่มีใครไปปิดหลังองค์บ้าง แล้วพระพุทธรูปจะสวยได้อย่างไร(ถ้าไม่เช่นนั้นแสดงว่าคุณชอบที่จะปิดทองแต่หน้าองค์พระ) โดยความคิดส่วนตัว ใครที่นําบทความ ของเราไปใช่หรือนําไปเผยแพร่ แสดงว่าบทความของเรานั้น ดีจนผู้อื่นยอมรับ ถึงแม้ชื่อเราจะไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เครดิต แต่ถ้าเราไปเจอ เราก็รู้อยู่แล้วว่านี้ของเรา แล้วคุณไม่รู้สึกดีหรือว่า บทความหรือความรู้ที่คุณได้ถ่ายทอดออกไปนั้น มีคนได้ช่วยกระจายเมล็ดพันธ์แห่งความรู้ของคุณออกไป ได้ให้คนอื่นๆได้ใช่ประโยชน์จากมัน เหมือนที่ต้นไม้ต้นหนึ่งออกผลมา แล้วนกก็ได้นําผลนั้นไปกินแล้ว ถ่ายเมล็ดออกมา พอเมล็ดต้นไม้นั้นงอกงามเติบใหญ่ให้ร่มเงา ให้ผลผลิต แต่ก็ไม่เห็นมีใครอยากทราบว่า เมล็ดของต้นไม้ต้นนี้มาจากที่ใด

 

จากประสบการณ์อันน้อยนิดของการเล่นอินเตอร์เน็ตไม่ถึงปี ที่แรกผมก็ไม่ ทราบถึงความสําคัญของการให้เครดิต แต่เท่าที่เห็นก็พบว่ามีการลอกกันไปก็ลอกกันมา จากเวปโน้นมาเวปนี้ ลอกจากเวปฝรั่งมาแปลเป็นไทยบ้าง ลองจากไทยไปเป็นฝรั้งมัง หรือไม่ก็ ข. ลอก ก. ค.ก็มาลอก ข. ต่อ รูปการนี่ ก็น่าจะให้เครดิต ก. ใช่ไหม แต่คุณจะรู้ไหมล่ะว่า ก. อาจจะไปลอก จ. หรือ ฮ. มาก็ได้ (ไม่แต่เรื่องบทความหลอก มีแทบทุกอย่าง เพลงเอย หนังเอย ฯ แต่ที่พบเจอส่วนใหญ่จะนําไปใช่เพื่อการค้า จึงผิดแน่นอน)

แต่ประโยชน์ของงานนั้น มันไม่ได้ลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้น เนื่องได้มีคนนําเอาความรู้ที่ได้(ไม่ใช่แต่ความรู้นะครับแต่ อาจจะเป็นความสนุกของงานหรืออะไรต่างๆ ที่ผู้ทําได้สื่อออกมา) ไปใช้มากยิ่งขึ้น นอกเสียจากจาก คนที่ลอกไปได้เอาไปแก้เสียจนบิดเบือน จากจุดมุ่งหมายเดิมของ คนที่สร้างสรรค์งานนั้นๆขึ้นมา ข้อความที่พูดมาทั้งหมดนั้นไม่ร่วมถึงการนําเอาบทความ หรืออะไรต่างๆ ที่คุณสร้างสรรค์ขึ้นมา นําไปหาประโยชน์ ในทางการค้า เพราะพวกนี้ไม่ได้ทําเพื่อผู้อื่นแต่ทําเพื่อตนเอง

ปล. คุณไม่เคย เลยหรือ เวลาคุณไปเจอเรื่องดีๆที่มีคนอื่นเล่า,เขียน,บอก แล้วคุณเอาไปเล่าต่อ โดยที่คุณไม่ได้บอกที่มา ไม่เคยซักครั้งเลยหรือ

 

ความเห็นส่วนตัวนี้อาจจะขัดใจใครหลายคน ผมก็ต้องขอโทษด้วย เพราะผมได้ลองมองโลกอีกด้านนึง เท่านั้น

 

ปล.หมูน้อยขอเพิ่มเติมนิดนึงนะค่ะรู้สึกจะบาลปลาย ตาวเค้าไม่ได้มีเจตนาว่าการไม่ให้เครดิตเนี้ยเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่เราทั้ง2คิดว่ามันสำคัญน้อยกว่าประโยช์ของงาน อาจเพราะเราทั้งสองเพิ่งมาอยู่ในโลกของไซเบอร์ไม่นาน มารยาทต่างๆอาจจะไม่ถูก ฉะนั้นความคิดที่ว่าให้เคหรือไม่ให้ก็เป็นเรื่องปกติ พวกเราทั้งสองจึงไม่ได้คิดมากอะไร แต่พอมีคนมาทักเราทั้งสองจึงมึนเลยค่ะ พยายามจะอธิบายความคิดออกมา ว่า เราคิดว่าประโยช์ของงานสำคัญมากกว่าการให้เครดิตจริงๆแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการให้เครดิตไม่สำคัญนะค่ะ หรือเรื่องที่เราคิดมันจะผิดจริง?... ( เป็นบทเรียนที่ดีในชีวิตมากค่ะกับเหตุการณ์ทั้งหมด )

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เป็นตัวอย่างมุมมองของคนที่ไม่เคยทำงานสร้างสรรค์เองแล้วถูกฉกไปโดยไม่ลงเครดิตที่ดีมากค่ะ

อ้ะ ให้ดาว Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#1 By K9 on 2008-04-22 11:35

ส่วนตัวผม ถ้าเอาไปเล่าต่อ ไม่ต้องให้เครดิตกลับมา หรืออ้างอิง ผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรครับ เพราะผมคิดคล้ายๆบทความนี้ก็คือ เผยแพร่และแบ่งปันความคิดเป็นหลัก

... แต่ถ้า ... เอาไปใช้เพื่อการค้า อันนี้ถึงจะซีเรียส (การค้านี่ ผมยกเว้นพวกcopy ไปทำAdsense ไว้กรณีนึง เพราะคงตามไม่หวาดไม่ไหว และอีกอย่าง ผมไม่เชื่อว่า จะได้เงินเป็นกอบเป็นกำจริงๆ)

#2 By Eddy on 2008-04-22 11:39

อ่านแล้วก็เป็นมุมมองที่อีกอย่างหนึ่งนะค่ะ ถ้าเป็นเจ้าของบทความจริงๆ ก็น่าจะดีใจที่มีคนนำบทความมาเผยแผ่ให้คนที่อื่นได้อ่าน โดยไม่มีจิตที่จะนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวที่ไม่ดีหรือในการค้า

#3 By [Pu]kky... on 2008-04-22 12:14

...มันก็มองมุมนั้นได้เนาะ แต่บางทีเราคิดว่ายังไงก็ควรให้เครดิตอ่ะ มองจากคนอ่านบางทีเราก็รู้สึกงี่เง่าเหมือนกัน อ่านบทความกำลังชื่นชมความคิดเจ้าของบลอค ลากมาอ่านคอมเม้น อ้าว ไปเอาของเขามาหรอกเหรอ -*-

มันก็เสียความรู้สึกไปบ้าง กับ เออ บางทีถ้าเจ้าของบทความหาข้อมูลมาอย่างดี ปรากฏมันไปโผล่ที่อื่นแล้วคนที่นั่นชม คนหามา ว่าเก่งจังหามาได้ไง เขียนได้ดีมากๆ เลยค่ะ เราเป็นเจ้าของตัวจริงคงรู้สึกตะขิดตะขวงใจเหมือนกันนะคะ (เหมือน...เอ่อ...คนทำน่ะตรูนะคะ ไม่ใช่คนนู้นนน >>> คิดแบบคนงกๆ 55+)

#4 By chibi on 2008-04-22 12:40

หน่ายที่จะพิมพ์เรื่องนี้มากครับ!!!

มันเสียความรู้สึกของเจ้าของผลงานครับ

#5 By on 2008-04-22 12:51

ให้เครดิตก็เป็นสิ่งที่ดีค่ะ

แต่ว่าเวลาอ่านบ้างครั้งก็นึกว่าเจ้าของบล็อกอัพเองง่ะ

เพราะฉะนั้น เราก็เอาเครดิตไปไว้บนสุดตัวใหญ่ๆซะเลยจะได้รู้ตั้งแต่ต้น

ว่าไม่ใช่ของเราน้าconfused smile
แต่อย่างว่าละคะ

เวลาเราเล่าเรื่องดีๆที่ไม่ได้บอกที่มาก็มีถมไปconfused smile

Hot!
บลอกนี้สวยมากกกก ชอบแบคกราวน์จัง
งั้นเรามาปิดทองหลังพระกันเถอะนะคะ มาแอบยิ้มพิมใจกันอยู่ในมุมมืด
ยิ้มเศร้าๆเหงาพองามๆ เมื่อเห็นคุณหนูแดงของเราไปได้ดีในอ้อมอกคุณหญิงแย้ม

แม่ตัวจริงจะทำไรได้ เพราะในสังคมเค้ายอมรับการปิดทองหลังพระ

เป็นมุมมองที่แปลกดีค่ะ ต่อไปนี้เราจะทำใจให้กว้างเวลาคนก๊อบอะไรเราไปค่ะ

#9 By gallantfoal on 2008-04-22 14:48

เอาทีละข้อนะครับ

งานสร้างสรรค์ทุกชิ้น ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน จะได้รับความคุ้มครองโดย พรบ ลิขสิทธิ์ ทันที

ความจริงแล้วการเอาบล็อกคนอื่น/เนื้อหาคนอื่นมาลงนั้น เราจำเป็นต้องขออนุญาตเจ้าตัวก่อนด้วยซ้ำไป เราอนุมานเองไม่ได้ ว่าเอาไปแล้ว ลงเครดิตก็พอด้วยซ้ำ

เพราะอะไร?

คุณรู้ได้อย่้างไรว่า เว็ปนั้นเจตนาแบ่งปันโดยไม่มีเป้าหมายทางการค้า?

เค้าอาจสร้างเนื้อหาขึ้น เพื่อดึงคนเข้าเว็ป แล้วรับรายได้ผ่านทางโฆษณาก็ได้ ในกรณีนี้ การกระทำของคุณเบียดเบียนรายได้ของเขาโดยตรง เพราะทำให้คนเข้าเว็ปต้นตำรับน้อยลง

บล็อกบางแห่ง เช่น บล็อกคุณ blueseabluesky เคยนำไปรวมเล่มขายเป็นหนังสือ นี่ก็รายได้ คุณก๊อปไปดื้อๆได้หรือ?

โดยทั่วไป การลงเครดิต ถือเป็นกรณีประนีประนอมขั้นต่ำสุึด สำหรับเว็ปที่ไม่ได้มีไว้เพื่อการค้า และถ้าให้ดีต้องขออนุญาตเจ้าตัวก่อนทุกครั้งที่จะนำเนื้อหาไปใช้ด้วย

#10 By house on 2008-04-22 15:37

เรื่องเครดิต มันเป็นมารยาท ค่ะ

ที่จริงแล้วในระดับสากล โดยเฉพาะทางการศึกษาวิจัย หรือผลงานทางวิชาการ การขออนุญาต และการอ้างอิงแหล่งที่มาที่ถูกต้อง ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเลยทีเดียว

แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังขาดจิตสำนึกกันอยู่มาก จึงพบเห็นการลอกกันไปลอกกันมาได้ทั่วไป ลอกกันจนไม่รู้ว่าต้นฉบับมาจากไหนก็มีเยอะ เอ้า หยวนๆ กันไป ดีเสียอีกจะได้ช่วยกันเผยแพร่... คิดเป็นแบบนั้นไปเสียอีก

มาคิดดูแบบนี้นะคะ...

เราไม่ได้มีเจตนาเอางานของคนอื่นไปบิดเบือน ไม่ได้เอาไปทำเป็นการค้า ไม่ได้ไปทำเสียๆ หายๆ เลย เราแค่เห็นว่ามันดี น่าเผยแพร่ เลยไปเอามาอวดคนอื่น โดยไม่บอกว่าเป็นงานของใครเท่านั้น

แต่...

คนที่ดูงานชิ้นนั้น คิดว่าเราเป็นเจ้าของผลงานไปซะแล้วนี่ เขาก็มาชื่นชมเราว่าเก่ง ว่าคิดได้ไง ฯลฯ

เอ.. เขาชมผิดคนซะแล้วหละ แล้วเราไม่รู้สึกผิดเลยสักนิดเหรอคะ?

เราจะมีสิทธิ์ไปบอกเจ้าของผลงานเหรอว่า อย่ามาอวดเลยว่าเป็นงานของเธอ ฉันแค่เอามาเผยแพร่เพราะเห็นว่าดี เธอเห็นแก่ตัวอยากให้คนชมแต่เธอนี่นา อย่างกสิ ไปปิดทองหลังพระซะเถอะ?

...

....

อย่าลืมว่า...

เจ้าของผลงานที่คุณไปเอาของเขามา อาจจะไม่ได้มองโลกในแง่เดียวกับคุณก็ได้นี่นะ ดังนั้น โดยมารยาท จึงควรขออนุญาตก่อนค่ะ

แล้วถ้าไม่รู้แหล่งที่มา เพราะลอกกันหลายต่อ จะให้เครดิตยังไง? - ลองคิดดูเอาก็ละกัน คำตอบคงไม่ยากเกินไปค่ะ

#11 By Choco on 2008-04-22 15:39

ูอ้อ ต่ออีกนิด

เล่าต่อเป็นเรื่องหนึ่ง ลอกมาก็เป็นอีกเรื่องครับ

กรุณาเล่า ด้วยสำนวน ความเห็น ความคิดของตัวเอง ไม่ใช่ ctrl-C , ctrl-V

นั่นเค้าไม่เรียกเล่า เค้าเรียกว่าลอก

#12 By house on 2008-04-22 15:45

เหนื่อยนะครับเวลาพิพม์เนี่ย ไหนจะต้องระวังตัวสะกดขัดเกลาความคิดไม่ให้กระทบกระทั่งใครเขาเนี่ย เป้น ชม. เลย บางทีก็ต้องมานั่งรำคาญคอมเมนต์ที่แตกต่างด้วย หรือก็พวกที่แม่งไม่อ่านซักตัว พิมพ์แต่ Emo ยิ้ม....

เข้าใจหน่อยนะว่าทำไมเค้าต้องให้เครดิตกันbig smile
บางเรื่องเกิดจาการสร้างสรรค์ ความคิด ออกจากเจ้าของ เหมือนโดนเอาไปโดยไม่ให้อะไร ก็เครียดครับ

(แต่ผมก็ก๊อป mp3 อยู่เลย sad smile)

#14 By manop on 2008-04-22 16:26

เป็นอีกมุมมองที่น่าสนใจดี แต่ลองคิดถึงใจเขาใจเราบ้าง

ลองสมมติว่า คุณนั่งเขียนเรียงความภาษาอังกฤษข้ามคืนแทบเป็นแทบตายเพื่อส่งอาจารย์ พอไปถึงโรงเรียน เพื่อนต่างห้องมาฉกเรียงความไปลอกโดยไม่บอก ดัดแปลงเล็กๆน้อยๆ แต่มากกว่า 90% เหมือนกัน แถมยังได้คำชมว่าเขียนเก่ง พอมารู้ทีหลังคุณจะรู้สึกไม่ชอบใจมั้ย? เอาใจจริงเลยนะ แล้วถ้าต่อว่าเพื่อนไปแล้วเพื่อนหาว่าคุณงก คุณจะรู้สึกยังไง?

#15 By preme (125.25.172.144) on 2008-04-22 16:37

ถ้าได้ยินมาจากที่อื่นแล้วไม่รู้ที่มา เวลาเล่าให้เพื่อนฟังก็คงบอกว่า "เคยได้ยินมาว่า..." ทำนองนี้ คงไม่บอกว่า "ฉัน/ผม/กรู/ฯลฯ คิดขึ้นมาได้ด้วยตัวเองว่า..." ใช่มั้ยคะ

ถ้ารู้ที่มาแล้ว จะมีเหตุผลอะไรที่ไม่ต้องให้เครดิตกันก่อนล่ะคะ embarrassed ไม่เห็นเป็นเรื่องยากเย็น embarrassed

#16 By rainorshine on 2008-04-22 18:10

ถ้ารู้ว่าตัวเองไปหยิบของเค้ามา
ให้กันสักนิดคงไม่เสียหายมังคะ
คนทำเค้าจะยิ้มให้ด้วยความชื่นชมด้วยซ้ำ
บทความสัก 1 บท
ไม่ได้เขียนขึ้นมาง่ายๆ นะคะ big smile

#17 By joy on 2008-04-22 18:23

คุณคิดเอาเองหรือเปล่าว่าเจ้าของงานหรือยังว่าเค้าอยากปิดทองหลังพระ

ไม่ว่าบทความไหนๆ แม้กระทั่งงานเขียนของนักเขียนชื่อดัง เค้าก็หยิบยกแหล่งที่มาเพื่อเป็นการให้เกียรต์เจ้าของ มันคือมารยาทมากกว่า

ผมว่าคุณคิดน้อยเกินไปครับ เพราะคุณมองแต่ด้านข้อดีของการไม่ใส่เครดิต ลืมมองผลเสียของการไม่ให้เครดิตไปเลยก็ว่าได้

#18 By create (58.8.47.37) on 2008-04-22 18:37

ผมว่า มันเป็นการแสดงมารยาทเล็กๆน้อยๆมากกว่านะครับ

เข้าใจครับ%A

#19 By D û D e ` z on 2008-04-22 18:48

อืม... เวลาเล่าเรื่อง หรือเขียนเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำเองเนี่ย มักจะบอกว่า "ฟังเขาเล่ามานะ" หรือ "อ่านเจอมาน่ะ...ว่า..." ในกรณีที่ไม่รู้ที่มาจริงๆ แต่ถ้ารู้ที่มา ก็จะบอกไปเลยว่า "ฉันอ่าน/ฟังมาจาก .." คือมันจะดีกว่ามาก ถ้าเราคัดลอกของคนอื่นมา โดยที่ไม่เกริ่นอะไร หรือให้เครดิตอะไรเลย อย่างน้อยคนที่ฟังที่อ่านจากเราจะได้ทราบว่า อ๋อ มาจากของคนอื่นนะ ไม่อย่างนั้น คนก็จะเข้าใจว่า คนที่เล่าคนที่เขียน เป็นเจ้าของเรื่องนั้นๆ เอง
เราเคยเห็นคนเอาฟิควายไปทำฟิคชาย-หญิง แล้วโมเมว่าเป็นของตัวเอง ซึ่งจำไม่ได้ละว่า คู่กรณีเป็นใครกับใคร เรามองตรงจุดนั้นว่า ฟิควาย แม้คนอ่านจะเป็นกลุ่มเล็กๆ เนื้อเรื่องอาจจะไม่ได้มีสาระอะไร แต่คนที่คัดลอกไปนั้น ไม่คิดสักนิดเหรอว่า กว่าจะเขียนออกมาแต่ละตัวนั้น เค้าใช้ความคิด ใช้สมองของเค้าเอง กรั่นกรองออกมาเป็นฟิค ถึงแม้จะไม่ได้มีค่าอะไร แต่มันก็เป้นความภูมิใจของคนเขียน แล้วกลับมาคนมาคัดลอกไปใช้ แล้วดัดแปลงเพศกับชื่อตัวละคร เพียงแค่นั้น ให้คนอื่นชื่นชมว่า ตัวเองเขียนเอง คิดเอง มันดีแล้วเหรอ?
แล้วกรณีนี้ที่เป็นบทความ แล้วเราก็คิดว่าเป็นบทความที่ดีมากๆ อ่านการ์ตูนยังคิดได้ขนาดนี้ มันยอดมากๆ ถ้าเอาไปเล่าสู่กันฟัง ไม่คิดเหรอคะว่าจะมีคนถามว่า "เอามาจากไหน เขียนเองเหรอ?" แล้วกลับตอบเค้าไปว่า "เปล่าหรอก เอามาจากคนอื่น" ซึ่งก็ดีค่ะ ถ้าจะตอบแบบนั้น แต่ถ้าให้ดีกว่า แค่เครดิตที่มาลงไปสั้นๆ หรือเกริ่นมาก่อนว่า ไม่ได้ทำเองเขียนเองหรอกนะ แต่จำที่มาไม่ได้ แบบนั้นก็ยังดูมีมารยาทมากกว่า คัดลอกงานคนอื่นมาลงเปล่าๆ นะคะ

คือตอนแรก เห็นเอนทรี่ขอโทษออกมาแล้ว ก็รู้สึกว่า อืม ผิดพลาดให้อภัยกันนะคะ แต่เอาทรี่นี้ เหมือนแก้ตัวกันอ่ะค่ะ คำขอโทษที่ผ่านมา เหมือนกับไม่ได้จริงใจอะไรเลย

ปล.ขอโทษนะคะที่เม้นต์ยาว

#20 By General เบ๊ on 2008-04-22 18:59

เม้นมะกี้เน็ทผมมีปัญหาครับ

โพสไม่ค่อยจะติด

รีสตาร์ทเครือ่งไป 2 ครั้งแล้ว

ที่ผมโพสไปรอบแรกมันไปไม่ครบนะครับ

ผมว่า มันเป็นการแสดงมารยาทเล็กๆน้อยๆมากกว่านะครับ
เข้าใจครับว่าในกรณีที่เกิดปัญหานี้คือ คุณหมูน้อยลืมใส่เครดิต
ทางฝั่งโน้นเค้าก็ไม่ได้เอาเรื่องอะไรมากมาย แค่ต้องการให้ใส่เครดิตให้แค่นั้นครับ
คนเรามันพลาดกันได้จริงๆครับ
ถ้าเกิดว่าคุณหมูน้อย ตั้งใจที่จะไม่ใส่เครดิตจริงๆมากกว่า

นั่นแหล่ะครับ ถึงควรจะถูกต่อว่า

คือ ปรารถนาดีกันทั้ง 2 ฝ่ายนั่นแหล่ะครับ

แต่ไม่เข้าใจกันเอง (รึป่าว)



#21 By D û D e ` z on 2008-04-22 19:21

ถูกใจคอมเมนท์คุณ house จริงๆ

ผมเห็นด้วยครับว่าควรจะมีการให้เครดิตและ
ควรจะขอก่อนที่จะเอาไปใช้ด้วยซ้ำครับ
คุณรู้จักคำว่ามารยาทและการให้เกียติเจ้าของผลงานไหมคะ

งานๆหนึ่งกว่าจะออกมาได้ มันต้องใช้ความคิดและฝีมือของเจ้าของเรื่องนั้นๆ

ถ้าไม่ลงเครดิตก็เหมือนคุณไปลอกงานชาวบ้านมาแล้วอ้างเป็นของตัวเองแหละค่ะ

เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับปิดทองหน้าพระหลังพระหรอกค่ะ
มันเป็นเรื่องมารยาทและจิตสำนึกต่างหาก tongue

เราเองก็เคยโดนคนแอบอ้างเอางานเราไปลงด้วย เลยเข้าใจความรู้สึกของคนที่โดนเอาบทความ รูปภาพ ที่ตัวเองทำแทบตาย โดนเอาไปขโมยใส่บลอคอื่น โดยไม่ให้เครดิต

คุณรู้ไหม เวลาคนอื่นๆเข้ามาอ่านบลอคคุณ มาอ่านเขาก็คิดว่าเจ้าคนที่เอามาลงเป็นเจ้าของงานๆนั้นทั้งนั้นแหละ ถ้าเจ้าของงานตัวจริงมาเจอ มันก็อดคิดไม่ได้หรอกค่ะว่า "งานตรูโดนขโมย"

ลองเป็นตัวคุณโดนสิ แล้วจะรู้ว่ามันน่าเจ็บใจ

คุณน้องหมูออกมาขอโทษมันก็จบแล้วเพราะน้องเค้าไม่ได้ตั้งใจบวกกับความไม่รู้

แต่คุณคนเขียนเอนทรี่นี้สิ พูดซะเหมือนมีเหตุผล แต่เหตุผลเข้าข้างตัวเองล้วนๆเลย

กรุณาอย่ามาทำตัวเกรียนนะคะ ไม่งั้นอาจเกรียมได้

tongue tongue tongue

#23 By nunun on 2008-04-22 19:31

ถ้าเอาของเค้าไปทั้งดุ้นไปตัดแปะ
แล้วเหมือนตัวเองเขียนเอง โดยไม่ให้เครดิตคนอื่น
หรืออย่างน้อย ก็น่าจะเขียนว่า หยิบมาจากเวบอื่น
ให้ชัดเจนว่าไม่ได้คิดเอง น่าจะดีกว่านะ
มันไม่ได้เกี่ยวกับปิดทองหลังพระ หรือหน้าพระหรอก
พูดจาให้ตัวเองดูเป็นเทวดา เขียนยังไงก็ได้
มันน่าจะเกี่ยวกับการเคารพ ในสิทธิของผู้อื่นมากกว่า

#24 By กาปุก (218.217.140.208) on 2008-04-22 21:04

ไปที่โพสคุณ house
ctrl-a
ctrl-c
ctrl-v
ขอบคุณครับ

#25 By ^-FakE-^ on 2008-04-22 21:57

เอาใจเขามาใส่ใจเรา..

ลองคิดในทางกลับกัน..สิฮะ
ข้าพเจ้าเนี่ยบางทีวาดรูปออกมาเป็นเวลาสิบๆชั่วโมง เอามาโพสให้คนวิจารณ์..
แต่กลับมีคนเอารูปของข้าพเจ้าไปแอบอ้าง..
มันน่าจะเป็นความรู้สึกที่น่ายินดี?สินะฮะ..

#26 By mayWz on 2008-04-22 21:58

อ๋อเล่นเน็ตไม่ถึงปี ถึงว่าซิ ถึงไม่เห็นถึงความสำคัญของการให้เครดิต

แล้วจากการที่ผมได้อ่าน ความคิดเห็นส่วนตัวของคุณเจ้าของบล๊อก รู้สึกว่าอยากให้คำแนะนำมากกว่าจะตำหนินะครับ ว่า การให้เครดิตนั้นเป็นเรื่องที่สมควรและไม่เหนื่อยและเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้วอ่ะครับไม่ว่าจะมองในแง่ การให้เกียรติ แง่การขอบคุณ แง่บรรทัดฐานของสังคม มาร่วมสร้างบรรทัดฐานที่ดีของสังคมกันเถอะครับ อย่าไปสนใจคนที่เขา ไปลอกคนนุ้นคนนี้ แล้วเอาตามอย่างเขาเลย สังคมล่มจมมานักต่อนักแล้วกับพฤติกรรม "มึงทำได้กูก็ต้องทำได้" คุณเห็นคนทิ้งขยะ เกลื่อนกลาดก็ไม่จำเป็นต้องไปเอาอย่างเขาก็ได้นะครับหรือว่าเคยทิ้งไปแล้วต่อไปนี้ก็ คิดใหม่ทำใหม่ และควรเข้าใจด้วยว่า การทิ้งขยะเกลื่อนกลาดมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี....

เอาละ คืออยากจะบอกแค่ว่า ให้ปรับทัศนคติส่วนตัวซะใหม่ และให้เข้าใจไว้ด้วย ไม่ว่า จะเป็นการลอกแบบไหน ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทั้งนั้นเลย ต่อไปนี้จะทำอะไรก็ทำให้มันถูกต้องซะนะครับ จะได้สบายใจ และเป็นตัวอย่างที่ดี ของสังคมต่อไป

#27 By jakkree (124.121.147.199) on 2008-04-22 21:59

มันก็จริงค่ะ ที่ว่าคนเขียนบทความเค้าจะดีใจที่ได้รับการเผยแพร่เพิ่มขึ้น แต่ว่าการที่คนโพสต์ไม่ได้บอกที่มา หรือเกริ่นถึงเจ้าของที่แท้จริงเลย มันก็จะเกิดความเข้าใจผิดไปได้ว่าคนโพสต์ก็คือคนที่เขียนเอง แล้วคราวนี้ที่บอกว่า "ไม่จำเป็นต้องปิดทองหน้าพระเสมอไป" ก็กลายเป็นว่า คนเขียนที่แท้จริงปิดทองหลังพระ แต่คนโพสต์กลับปิดทองหน้าพระซะเอง
ถึงยังไงมันก็มองได้หลายมุมค่ะ แต่มุมมองของเรา ถึงจะยังไง ก็ควรจะให้เครดิตไว้ซักเล็กน้อย ก็อาจจะก็อปปี้url แล้วแปะลงไปในบล็อกของเราเลย แค่นี้สำหรับเรา เราว่าก็โอเคแล้วนะคะ

จากการที่ติดตามอ่านที่เจ้าของบทความเค้ามาทวง ดูแล้วเค้าไม่ได้เรื่องมากหรือว่าจะเอาหน้าเลยนะคะ

เราเคยเจอคนเรื่องมากกว่านี้ -*- แบบว่าเป็นเดือดเป็นร้อน จะให้ลบให้ได้ จะยังงั้นอย่างงี้ ไม่ยอมจบเรื่องจนปวดหัวกันไปตามๆกันเลย บางคน ไม่ใช่บทความของตัวเองด้วยซ้ำ มาเจ้ากี้เจ้าการจะให้ลบ บอกว่าเป็นเพื่อนเจ้าของบทความ โอย ปวดหัว -*- เห็นแล้วปวดหัวมาก
สรุปก็คือ โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้โต้แย้งข้อความนี้แบบตรงๆหรอกค่ะ เพียงแต่รู้สึกว่ามันสุดกู่ไปนิดเท่านั้นเอง
แหม ช่างคิดได้

เคยคิดถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมหรือเปล่าครับ อินเทอร์เน็ตนี่ก็เป็นสังคมหนึ่งเหมือนกัน คุณเองก็คงทราบใช่ไหมครับ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขก็คือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน

แม้แต่เกรียนก็ให้เกียรติกันได้นะ

การให้เครดิตมันคือการให้เกียรติกันครับ มันมากกว่าการแสดงความขอบคุณ มากกว่าการแสดงความเป็นเจ้าของ


และเป็น "คนละเรื่อง" กับการปิดทองหลังพระ

ถ้าเป็นคนหัวหมอความคงบอกว่าคนที่ลอกของเขามาโดยไม่ให้เครดิตน่ะ ขโมย


สังคมอินเทอร์เน็ตไทยมีหัวขโมยเยอะแล้ว คุณอยากจะเป็นหัวขโมยอีกคนอย่างนั้นหรือ คุณภาคภูมิใจกับการขโมยงานคนอื่นอย่างนั้นหรือ


เปลี่ยนความคิดเสีย แล้วมาสนับสนุน Creative Commons กันดีกว่า

#29 By Oui! (58.8.128.216) on 2008-04-22 22:15

มองอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราตั้งใจทำอะไรมากๆ แล้วอยู่ๆก็มีอีกคนเอาของเราไปใช้เฉยเลย เราจะรู้สึกยังไงคะ?

บางทีไม่เจอกับตัวซักครั้งไม่รู้สึกนะคะ ถึงได้ไม่เข้าใจกับความสำคัญของการให้เครดิต
เราเองเคยโดนเอาเนื้อหาใน blog ไปโพสที่อื่นเหมือนกัน โดยโพสไปเฉยๆ ไม่ได้ใส่อะไรทั้งนั้น ผลก็คือ มันดูเหมือนเป็นของเขาเขียนเองใช่มั้ย แน่นอนมันเสียความรู้สึกล่ะ มันรู้สึกเหมือนโดนแอบอ้างผลงาน

แน่นอนไม่ใช่แค่คุณหรอกที่เคยทำ มีหลายคนเคยทำ และเราก็ไม่ชอบคนเหล่านั้นซักเท่าไหร่ เราว่าคนพวกนี้ไม่เคยทำอะไรเอง เลยไม่มีสำนึกในเรื่องนี้

สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ความสำนึกที่ว่า ควรให้ความสำคัญกับการให้เครดิต นั่นแหละค่ะ

ถ้าไม่รู้ที่มาจริงๆ เราจะเขียนประมาณนี้ค่ะ

"บทความนี้ได้ไปอ่านมา แต่จำที่มาไม่ได้เลยสามารถลงเครดิตไว้ให้ได้ ถ้าเจ้าของผลงาน หรือผู้ที่รู้แหล่งที่มาของผลงานอ่านมาพบ ช่วยติดต่อด้วย จะได้ให้เครดิตได้ค่ะ"

คือ อ่านไปอ่านมาแล้วไม่ชอบใจความคิดที่พยายามจะบอกว่า ชั้นไม่ผิดที่ไม่ให้ความสำคัญกับการให้เครดิต
อยากให้ปรับความคิดตรงนี้ซักหน่อยนะคะ

ทำผิดกันได้ค่ะ ไม่รู้ไม่เป็นไร ตอนนี้รู้แล้ว แก้ตัวได้ค่ะ ไม่สายเกินไปหรอก ต่อไปก็ให้ความสำคัญกับการให้เครดิตมากขึ้นอีกหน่อย ให้ถือเรื่องนี้เป็นบทเรียนจะดีกว่านะคะ



#30 By * Night Wanderer * on 2008-04-22 22:16

สำหรับความคิดเห็นเพิ่มเติม ที่บอกว่าคิดผิดไปมั้ย ที่เห็นถึงความสำคัญของประโยชน์มากกว่า เครดิต คำถามนี้ ต้องถามกลับว่า เป็นประโยชน์สำหรับใคร แลยิ่งสาระของงานมีประโยชน์มากเท่าไร คำชื่นชมและความปิติจากคนที่ได้รับประโยชน์ก็มากขึ้นด้วย แล้วคิดว่าคนที่ได้ประโยชน์ตรงนี้เขาจะชื่นชมใคร ในเมื่อเขาไม่รู้ว่างานใคร เขาก็ต้องชื่นชมคนเผยแผ่แล้วคิดเอาเองแล้วว่าคนเผยแผ่นั่นแหละคือเจ้าของ แบบนี้คุณไม่คิดเหรอครับว่ามันไม่ยุติธรรมกับเจ้าของงานตัวจริงเลย คุณอาจจะยังไม่รู้สึกอะไรเพราะถ้าคุณยังไม่เคยมีผลงานอะไรให้ใครเอาไปลงโดยไม่บอก แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณมีผลงานเป็นของตัวเองบ้างแล้วโดนบ้าง คุณอาจจะเข้าใจอะไรๆ มากกว่านี้ ก็ได้ ใช้ประสบการณ์ครั้งนี้ให้เป็นประโยชน์ให้มากๆนะครับ

#31 By 2202jk (124.121.147.199) on 2008-04-22 23:02

ไม่อยากจะพูดอะไรมาก เพราะเดี๋ยวจะยาวเปล่าๆปลี้ๆ แถมซีเรียสเครียดเด้

จากปล.ก็พอจะรู้แล้วว่าเรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนี้มากแค่ไหน ซึ่งคนที่สำนึกผิดได้และ(ุถ้า)ปรับปรุงตัวก็ให้อภัยค่ะ

แต่คราวหน้าคราวหลังน่ะ ให้เกียรติเจ้าของบทความนิดหนึ่งนะคะ เพราะถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่ของเราbig smile

ว่าตามคุณจักรี คุณอุ้ย และท่านอื่นๆ
ที่เห็นเกี่ยวเนื่องกันครับ พูดกันไปหมดแล้ว

เพิ่มเติมตามที่คุณหมูน้อยเข้ามาแก้ไขเพิ่มข้อความนะครับ
เห็นข้อความเดียวกันในเอ็นทรี่ที่แล้วด้วย
อ๊ะ ผมพิมพ์ค่อนข้างยาวนะครับ บอกไว้ก่อน ๕๕๕

เรื่อง เรายังใหม่ เลยไม่ทราบมารยาทโลกไซเบอร์

จะว่าไป การเอางานของใครมา
แล้วบอกที่มาที่ไป มันน่าจะเป็นบรรทัดฐาน
มารยาทของโลกทุกชนิดนะครับ
มันคือสิ่งที่เรียกว่าให้เกียรติผู้อื่น

เราทุกคนควรจะปฏิบัติสิ่งนี้ในชีวิตประจำวัน
นอกเหนือจากโลกไซเบอร์อยู่แล้วมังครับ

ส่วนเรื่องตั้งใจจะสื่อว่าประโยชน์ของงาน
สำคัญกว่าการให้เครดิต วิธีการใช้ภาษาและการเปรียบเปรย
สื่อความออกมาไม่ได้ตามนั้นเลยครับ
มันมีน้ำเสียงของการประชดประชันคนที่ต้องการให้ใส่เครดิต
ว่าต้องการเอาหน้าน่ะครับ พูดง่ายๆ
เช่น คำว่าปิดทองหน้าพระ มันแสดงความหมายนั้นชัดเจน
จงใจหรือไม่รู้ความหมายคำนี้
-ถามใจตัวเองดูนะครับ


ส่วนประโยชน์ของงานสำคัญกว่าการให้เครดิตจริงไหม
ก็สำคัญครับ แต่มันคนละประเด็น
ฟังดีๆนะครับนี่คือตรรกศาสตร์ตรงไปตรงมา

คือไอ้ประโยคนี้มันไม่ใช่ประโยคทางเลือกครับ
เราไม่จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักว่า อย่างไหนสำคัญกว่าอย่างไหน
การใส่เครดิตมันจะเป็นการห้ามไม่ให้ผลงาน
ถูกเผยแพร่หรือก็เปล่า เมื่อสองอย่างนี้มันไม่ได้หักล้างกัน
เราจึงไม่ต้องนำมาชั่งครับ

ตรงกันข้าม การใส่เครดิต ช่วยให้ผลงานเผยแพร่
ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และบิดเบือนน้อยลง

ดังนั้นไม่มีเหตุให้ต้องไปบอกเลยว่าอย่างไหนสำคัญกว่า
ในเมื่อบรรทัดฐานเรื่องมารยาทดังกล่าว
มันเหมาะสมและมีเหตุผลของมันดีอยู่แล้ว
การบิดมันไปชั่งกับอย่างอื่นที่ใครๆก็ต้องรู้แน่อยู่แล้ว
ว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน (อย่างประโยชน์
ของการเผยแพร่ผลงานดังที่คุณยกมา) ให้มันเกิดอะไรขึ้น?

ผมนึกได้สองอย่างดังนี้ครับ คือหนึ่ง แก้ตัว
กับสอง หาเหตุผลให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น
จากการกระทำที่ผิดพลาดของตัวเอง

เหมือนกับขอโทษแล้วก็บอกว่า จริงๆแล้วเราก็ไม่ผิด
เพราะเราคิดต่างแบบนี้ๆ (และเอาตรรกะที่บกพร่องมาสนับสนุนความคิด)

จะคิดต่างแบบไหนก็ไม่แปลกครับ ทุกคนมีอิสระที่จะคิด
แต่เช่นเดียวกัน ทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม
ไม่ใช่ความคิดทุกชนิด ที่จะทำให้สังคมเป็นไปในทางที่ดีขึ้น
เช่น ขูดหวย ไหว้เจลลดไข้ นั่นก็คือคิดต่างอย่างหนึ่ง
ความคิดต่างเช่นนั้นครับ ที่ทุกคนในที่นี้เป็นห่วง
และไม่อาจนิ่งดูดาย จึงร่วมกันตั้งคำถามต่อวิธีคิดของคุณทั้งคู่อยู่นี่ไง

ทั้งหมดนี้ ตอบต่อคำถามสุดท้ายที่คุณหมูน้อยถาม
ว่าคุณหมูน้อยคิดผิดจริงหรือไม่? แยกแยะตอบแล้วนะครับ
ส่วนถูกไหม-ผิดไหม ไม่รู้ครับ
ผมว่าคุณทั้งคู่ต้องถามใจตัวเองให้ชัดๆครับ


#33 By เก้อน่ะครับ (81.100.169.194) on 2008-04-23 10:04

กรุณาอย่าลบข้อความคิดเห็นเลยนะครับ

โจรก็มีเหตุผลของโจร เพื่อแสดงวามชอบธรรม

ไว้เป็นกรณีศึกษาให้กับนรุ่นต่อไปเป็นตัวอย่างเหตุผลของอีกมุมมองที่คนดีๆไม่คิดอย่างนั้น

#34 By แน็ก (124.120.93.12) on 2008-04-23 10:25

แปลกคน sad smile

#35 By bellbell on 2008-04-23 10:33

เรื่องการให้เครดิตผลงานนี่
เอามาพิจารณาเป็นเรื่องของการปิดทองหลังพระไม่ได้หรอกคับ มันเป็นคนละเรื่องกัน
การเอาผลงานของเขามาเผยแพร่เพราะเนื้องานมันดี ก็ดีมากครับ เห็นด้วยและสนับสนุน แต่จะละเลยการให้เครดิตไม่ได้
เราเอางานเขามาโพสต์ในเว็ปโดยใช้ชื่อยูสเซอร์ของเรา
หรือเอามาโพสต์ในบลอกของเรา โดยไม่ให้เครดิต มันก็คือการแอบอ้างดีๆนี่เองคับ
มันเป็นเรื่องของจิตสำนึก
ซึ่งมันผิดสำหรับคนที่รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังทำ
แต่ถ้าคนที่ยังใหม่ ยังไม่รู้ อย่างคุณตาวกับคุณหมูน้อยนี่ไม่มีใครเขาว่าหรอกคับ
ผิดยอมรับผิดก็ไม่เป็นไร เรื่องแล้วก็แล้วกันไป
แต่ที่คิดว่าเป็นเรื่องปิดทองหลังพระนี่ ไม่ถูกแล้วหละครับ
ผมว่าเอ็นทรี่นี้คงจะไม่ได้ทำให้ปัญหาจบ ยิ่งจะทำให้บานปลายกันไปอีก

แต่อย่าเพิ่งท้อนะคับ ล้มลงแล้วลุกขึ้นขึ้นใหม่ เรียนรู้มันนะคับ ถือว่ามันเป็นบทเรียน
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากและเป็นประเด็นร้อนที่เดียวคับHot! Hot!
เห็นพี่ที่มาแสดงความคิดเห็นบอกว่าคอมเมนต์หายไปอย่างลึกลับ cry


ประโยชน์ของงานมีคุณค่า
แต่การให้เครดิตเป็นมารยาทที่มาควบคู่กันนะคะ

#37 By นานาาา on 2008-04-23 11:35

ยินดีด้วยครับ ได้ดังสมใจละconfused smile

#38 By ไอ้แอนนนนน on 2008-04-23 13:00

ผิดเพราะไม่รู้ก็ไม่เป็นไรนี่คะ

ก็ไม่ได้เจตนา

ถ้าแก้ไขแล้ว และจดจำไว้ว่าแบบนี้ไม่ดี แล้วก็ไม่ทำอีก คอยระมัดระวังให้มากขึ้น รอบคอบกว่าเดิม

เท่านั้นก็พอแล้วค่ะ

คนเราไม่มีใครหรอกที่รู้ทุกอย่างครบถ้วนมาตั้งแต่ต้น ส่วนมากก็เรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งนั้น ถึงได้มีคำกล่าวว่า "ผิดเป็นครู"


สำหรับต้นไม้นั้น เปรียบเทียบได้เห็นภาพดีค่ะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนทุกคนจะไม่สนใจหรือไม่ต้องการที่จะรู้นะคะว่าต้นไม้ต้นนั้น โตมาจากเมล็ดจากที่ไหน เพราะคนเราความลึกซึ้งในการต้องการข้อมูลมีไม่เท่ากันค่ะ บางคนขอแค่ได้กินก็พอ บางคนกินแล้วคิดต่อว่ามันมาจากไหนนะ แถวนี้ไม่มีต้นแบบนี้เลยนี่ ทำไมมันถึงมางอกอยู่ตรงนี้ได้ ตัวอะไรหนอที่นำเมล็ดของมันมา? หรือบางคนอาจจะอยากรู้ยิ่งกว่านั้นก็ได้ ถึงกับไปขุดประวัติศาสตร์เลลยทีเดียวว่า ต้นไม้นี้มีมาตั้งแต่ยุคไหน เข้ามาในทวีปนี้ได้อย่างไร

ที่ที่แน่ ๆ มนุษย์ไม่ใช่นก และผลงานก็ไม่ใช่ผลไม้บนต้นสาธารณะค่ะ
ถ้าจะเปรียบแล้วต้องบอกว่าเป็นต้นไม้ในสวนบ้านคน (เจ้าของผลงาน) ที่เจ้าของทนุถนอม ฟูมฟัก ปลูกขึ้นมา รดน้ำและให้ปุ๋ยอย่างดี ถึงกิ่งของมันจะยื่นออกมาข้างนอกรั้ว ในที่สาธารณะ ให้คนที่เดินผ่านไปมาสามารถเด็ดกินได้เพราะอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง...

แต่มันก็เป็นต้นไม้ เป็นผลไม้ที่มีเจ้าของนะคะ
การจะหยิบฉวยไปโดยพลการย่อมไม่ดีแน่

ใจเขาใจเรานะคะ ของใครใครก็รัก

ถ้าลองได้ฟูมฟักต้นอะไรดูสักต้น แล้วถูกคนแปลกหน้าเด็ดผลไม้ที่สุกงอมไปกินโดยไม่ต้องลงแรงอะไรเลย คุณจะเข้าใจถึงความเสียใจและความเหนื่อยใจของผู้ปลูกค่ะ

เรื่องแบบนี้อาจจะยากที่จะเข้าใจตั้งแต่แรก อาจจะยากที่จะอธิบายให้ลึกซึ้ง แต่เราเชื่อค่ะว่า ถึงเป็นคนที่อยู่ในฐานะผู้อ่าน (หรือผู้เผยแพร่) แต่ก็สามารถทำความเข้าใจในมุมมองของผู้ผลิตได้เช่นกันค่ะ ถ้าลองคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราดูแล้ว คงไม่ยากเกินพยายามหรอกค่ะ

ป.ล. ผิดเป็นครูค่ะ อย่าลืมค่ะ ขอให้มีกำลังใจเขียนเรื่องดี ๆ ต่อไปนะคะ

#39 By Valentino on 2008-04-23 13:50

ในฐานะคนที่ปล่อยผลงานอยู่ในInternet ผมขอเสนอมุมมองในแบบของผมครับ
ผมเองไม่ซีเรียสเรื่องงานที่ออกมาในinternetนัก เพราะผมเองเขียนเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ มีความต้องการให้ข่าวสารทางการแพทย์ทั้งหลายได้กระจายไปทั่วกัน
ในกูเกิล เวลาผมหาบทความบางตัวของผม ก็พบว่ามีการเอาไปลงโดยไม่ให้เครดิต ... ซึ่งอันนี้อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว ผมจึงไม่คิดอะไรมากนัก

แต่ผลกระทบก็มีอยู่เหมือนกัน เพราะบางครั้งบางคราว มีเกรียนบางคน ไปได้Forwardมา แล้วเอามาหาเรื่องผมว่าผมไปลอกจากForwardนั้นมา
ทั้งที่ผมเองเขียน

ผมเองตอนที่ไปสมัครเรียนต่อ ผมเอางานที่ผมเียนในinternetไปให้อาจารย์ท่านดู
อาจารย์ท่านนึงเคยเห็ฯงานที่ผมเขียน แต่ติดใจว่า
งานที่เห็น ไม่ใช่ชื่อผม ... ตกลงผมเขียนเองจริงหรือเปล่า

สิ่งที่ดูเล็กน้อยในความคิดของเรา บางครั้งมันยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของคนอื่น
กฎหมายลิขสิทธิ์ ทำไมต้องมี ... ก็เพราะงานที่คนเราสร้างสรรมาสามารถเอาไปใช้ทำเงิน

หรือคุณจะบอกว่า คนที่สร้างผลงานออกมาเพื่อการค้า เห็นเงินสำคัญกว่าส่วนรวม

....
ความคิดเห็ฯของคุณเจ้าของบล๊อคนี้ พยายามบอกว่า "ลอง"มองโลกอีกด้านหนึ่ง
แต่ผมมองกลับกันครับ

เราอยู่ร่วมกันในสังคม เราต้องนึกถึงหัวอกคนอื่นบ้าง ไม่ใช่ตั้งทฤษฎีแล้วตัดสินเองคนเดียว
การที่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย หรือเรื่อง Creative common แปลว่าเขาได้คิดเรื่องนี้กันไปไกลแล้ว โดยมองจากมุมมองรอบด้าน

ลองคิดในมุมกลับกันครับ
ถ้าหากวันนึง มีคนที่คิดประหลาด มองว่า การไปสู่นิพพานมุ่งหลุดพ้น เป็ฯสิ่งที่สำคัญ ... เดินเอามีดมาจิ้มพุงคุณ คุณจะทำอย่างไร
ถ้าคุณไม่ยอมให้คนๆนั้นจิ้มพุง แสดงว่าคุณเห็นว่ากิเลศในโลกมนุษย์สำคัญกว่านิพพาน คุณดูถูกศาสนาใช่หรือไม่


สุดท้ายขอฝากคำพูดไว้ครับ

ถ้าเอาแต่ปิดทองหลังพระ แล้วหน้าพระไม่ปิด พระพุทธรูปจะสวยได้อย่างไร
ปล. วันหลังเอาทองคำเปลวมาเองด้วยนะครับ

#40 By หมอแมว (222.123.169.158) on 2008-04-24 00:54

ผมมองว่ามันเป้น การให้เกียรติ กันนะ เพราะ เราไม่ได้เป้นคนคิดเอง เราก็จะต้องให้เกียรติ เจ้าของความคิด

มองแล้วมันคนละกรณีกับเรื่องปิดทอง.. เรียกว่าคนละประเด็นเลยก็ว่าได้ เพราะ มันไม่ได้เกี่ยวกับการอุทิศตัวตนแต่อย่างใด

แน่นอนว่า มันเป้นเรื่องของการแบ่งปัน แต่เรื่อง การ claim สิทธิ์นี่เป็นเรื่องที่ไม่สมควร แม้จะไม่ได้บอกว่าเขียนเอง แต่อยู่ในที่ของตนเองผู้อื่นย่อมต้องเข้าใจว่า เจ้าของเขียน

ที่มองว่าการให้เครดิต มันสำคัญน้อยกว่าประโยชน์ของงานนี่ คิดว่าอาจจะเอามาเทียบกันไม่ได้หรอกครับ เป็นคนละเรื่องกัน เหมือนกฎหมายกับมารยาท ก็เอามาเทียบกันไม่ได้หรอก แล้วก็จะเลือกทำแค่อย่างใดอย่างนึงก็ไม่ได้ ต้องทำควบคู่กันไป

ปล. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆเลยด้วยนะ เครดิต เนี่ย

#43 By หมูทอดซามะ on 2008-04-24 11:28

เท่าที่อ่านดูแล้ว จากมุมมองของข้าพเจ้าเข้าใจว่าคุณกำลังเข้าใจอะไรผิดไปนะคะ
การให้เครดิตเป็นการเหมือนกับบอกขอบคุณเจ้าของที่เป็นคนเขียนขึ้นมาก็จริง แต่มันไม่ใช่แค่นั้นนะคะ

ถ้าเคยทำรายงานที่ต้องไปค้นหนังสือแล้ว พวกหน้าหลัง ๆ ที่เขียนถึงที่มานี่จะเป็นอะไรที่ช่วยได้เยอะมาก ๆ เพราะเราจะได้ไปหาข้อมูลต่อเพิ่มได้อีก

แต่จริง ๆ เรื่องการก็อปของเขาแล้วเอามาแปะทั้งดุ้นโดยแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะทำอยู่แล้ว ในกรณีแบบนี้ ควรจะติดลิงค์ให้เขาเข้าไปอ่านที่ต้นทางเลยจะดีกว่า ถ้าเอามาอ้างอิงแล้วเขียนออกมาในสำนวนหรือความเข้าใจของตัวเองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หรือถ้าจะยกเอาตอนหนึ่งในบทความมายกตัวอย่างก็ต้องเขียนถึงที่มาด้วย นี่คือวิธีการเขียนบทความ รายงาน ที่เป็นแบบนั้นมาจริง ๆ

ถ้าถามว่าใครได้ประโยชน์?
คงต้องถามว่าประโยชน์ในเรื่องไหน?
ถ้าต้องการเผยแพร่งานนั้น ทำไมการเขียนหรือแปะเครดิต ถึงจะกลายเป็นเรื่องเดือดร้อนกับคนที่ก็อปมาแปะล่ะคะ? แค่บรรทัดเดียวไม่ได้ทำให้บทความยาวขึ้น หรือไฟล์หนักขึ้น หรือเป็นปัญหากับผู้ที่คัดลอกเลยแม้แต่น้อยค่ะ
คนอ่านได้ประโยชน์ไหม?
ได้สิค่ะ เพราะถ้าเกิดคนอ่าน เขาอ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์และยากที่จะรู้ลึกหรืออ่านต่อไปอีก ก็สามารถเข้าไปตามที่เขียนถึงที่มาได้

ข้าพเจ้าเข้าใจว่าที่เขียนมาจะบอกว่ามองโลกในอีกแง่หนึ่งจะไม่ค่อยถูก น่าจะเรียกว่ายังมองไม่ทั่วมากกว่านะคะ

สุดท้ายนี้ ก็ขอบคุณสำหรับแง่มุมความคิดที่แสดงให้เห็น ด้วยค่ะ ไม่บอกว่าผิดหรือถูก เพราะคิดว่านี่ก็เป็นความคิดหนึ่งในสังคมไทย

#44 By tomeko on 2008-04-24 11:40

เข้ามาอ่านใหม่ แค่จะบอกว่าการให้เครดิตสำคัญพอๆ กับประโยชน์ของงานค่ะ (เมื่อรู้แหล่งที่มา เราควรจะบอก ไม่ใช่ไม่บอก) คนอื่นพูดกันไปเยอะแล้ว สรุปแนะนำให้ลองคิดดูใหม่นะคะ มันไม่ใช่แค่การขอบคุณอย่างเดียว แต่มันส่งผลกระทบหลายๆ อย่าง

ยังไงคนเราก็ผิดพลาดกันได้ ยังไงก็อย่าเพิ่งท้อ เขียนบลอคต่อไปแล้วกันนะคะ ^^

#45 By chibi on 2008-04-24 12:13

ได้ประโยชน์สิคะ เผื่อว่าคนเค้าอยากหาความรู้เพิ่มเติมอีก จะได้ไปหาจากแหล่งที่มาเลย หาจาก blog ของคุณแล้วได้อะไรต่อเหรอคะ ?

เหมือนในงานวิทยานิพนธ์ไงคะ ที่เค้าต้องมีสารบัญอ้างอิงตลอดว่าเอาข้อมูลมาจากไหน

ครูอาจารย์ ไม่เคยสอนเหรอคะ

คนไม่เคยมีความคิดอะไรในงานต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่เข้าใจหรอกค่ะ ว่ามันต้องผ่านกระบวนการอะไรมาบ้างกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างอย่างนี้

#46 By pink (58.9.203.124) on 2008-04-24 13:08

มองมุมเดียว
มุมแคบ
ได้โลกแคบ


ให้เครดิตงานผู้อื่น = น้ำใจนักกีฬา
ไม่ให้เครดิตงานผู้อื่น /= ไม่มีน้ำใจ
แต่ ไม่ให้เครดิตงานผู้อื่น > เห็นแก่ตัว

ซตพ.

งานนี้เจ้าของบทความได้เครดิต(เติมเอาเอง)... ไปเต็มๆ ครับ confused smile
งานเขียนทุกชิ้น เมื่อเขียนขึ้นแล้ว มีลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติตามกฎหมายค่ะ บางคน ที่เค้าไม่ซีเรียส คงไม่ว่่าอะไร แต่ระวังวันหลัง ไปเจอคนที่เค้าเอาจริงขึ้นมานะคะ เจอคดีความเข้าจริงๆ จะลำบากเอา หุหุ

#48 By Rinna ♥ on 2008-04-24 20:13

ผมไม่แน่ใจนะครับว่าจะมาอ่านถึงคอมเมนต์นี้รึเปล่าsad smile

ส่วนใหญ่ทุกคนก็พูดไปหมดแล้ว...

แต่ที่อยากบอกอีกอย่างก็คือว่า

ถ้าเกิดมีคนชมงานที่คุณหาหรือก็อปมาแปะ ที่อ่านแล้วก็รู้ว่า เขาเข้าใจผิดแล้วคุณจะบอกให้เขาทราบไหมครับ ว่ามันไม่ใช่ของคุณ

แล้วถ้าคุณเขียนอะไรสักอย่างเอง แล้วมีคนมาถามว่า เอามาจากที่ไหนรึเปล่า คุณจะคิดว่าเขาเสียมารยาทไหมครับ ถึงเวลาแล้วของที่ไม่ติดเครดิต คนก็จะพยายามไม่คิดว่าเขาก็อปมานะครับ

ถ้าทิ้งเครดิตไว้เป็นนิสัยแล้ว คนที่อ่านก็จะไม่สับสนด้วยนะครับ

#49 By 「Mystery☆」 on 2008-04-24 20:57

เรื่องแบบนี้เจอมาเยอะ ลอกกันไปมา เฮ่อ....sad smile sad smile

#50 By Fenfen on 2008-04-24 22:18

แล้วถ้าเราไม่ได้อยากจะปิดทองหลังพระล่ะคะ
ถ้าเราต้องการให้ผลงานของเรา"เป็นของเรา"เสมอล่ะคะ

เรามีสิทธิ์ 100% ในผลงานที่เราสร้างขึ้น
แต่เราไม่สามารถควบคุมได้ในกรณีที่มีคนนำไปใช้ จนกลายเป็นของที่มาจากไหนไม่รู้ ซ้ำร้ายผลงานคนอื่นไป

ถึงเป็นการกระจายความรู้ ถึงเป็นการทำบุญ แต่เจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกเอาไปทำอะไรบ้าง จะเป็นเรื่องถูกต้องได้ยังไงคะ



มันก็เหมมือนคุณเปรียบเทียบว่า การบอกกล่าวคนเมื่อเอาเงินของเขาไปก็สำคัญ แต่การเอาเงินไปทำบุญก็สำคัญเหมือนกัน เพราะงั้นขโมยเงินคนไปทำบุญก็ไม่ผิด แบบนั้นแหละค่ะ

เอาดาวไปอีกค่ะ

Hot! Hot! Hot!

#51 By hikaru on 2008-04-24 22:36

เวลาเราไปลอกของเค้ามา เราไม่มีทางรู้หรอกค่ะว่าเจ้าของบทความต้องการอย่างไร
ทางที่ดี ให้เครดิตเค้าน่าจะเซฟที่สุดนะ

#52 By №other on 2008-04-24 22:37

หมูน้อย View my profile