คนไทยขี้อิจฉา

posted on 01 May 2008 16:55 by qmumuq in Hotpost

                           "  อันที่จริงเขาก็อยากให้เราดี

                              แต่ถ้าดีเกินไปเขาหมั่นไส้

                              จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย

                              ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน "

 

เป็นบทประพันธ์ที่ พล.ต.หลวงวิจิตรวาทการ นักคิดนักเขียนชั้นแนวหน้าของไทยเมื่อกว่า 100 ปีที่ผ่านมา

 

และบทความที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็น งานเขียนของอาจารย์ท่านหนึ่งที่เราได้ติดมาอย่างต่อเนื่อง ที่แรกคิดว่า จะสรุปใจความ อย่างเราเข้าใจ เอามาให้ทุกคนอ่านอย่างเข้าใจง่ายๆ แต่คิดดูอีกทีอาจจะทําให้เนื้อหาที่สําคัญ ตกหล่น ไปได้ ดูแล้วจะยาวไปซักหน่อย แต่น่าสนใจจริงๆครับ ทําให้เข้าใจสภาพสังคมในปัจุบันได้เป็นอย่างดี

 

นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1282

 

ครูฝรั่งของผมคนหนึ่งซึ่งศึกษาชาวนาไทยเคยตั้งข้อสังเกตกับผมว่า คนไทยนั้นขี้อิจฉา

 

แน่นอน ผมย่อมแปลกใจ แต่ไม่ใช่แปลกใจที่คนไทยขี้อิจฉาในสายตาฝรั่ง แต่แปลกใจว่า อ้าวแล้วฝรั่งไม่ขี้อิจฉาบ้างหรือ

 

อันที่จริงในประสบการณ์ส่วนตัว ผมไม่เคยพบการอิจฉาริษยาของใครเลย ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือไทย นอกจากของตัวเอง

 

คืออย่างนี้นะครับ คงไม่มีใครอธิบายการกระทำของตัวว่ามาจากความอิจฉา ฉะนั้นทุกครั้งที่เราพบใครอิจฉาใคร ที่จริงแล้วเป็นคำอธิบายของเราเองต่อพฤติกรรมของเขาต่างหาก เราจะรู้จักความอิจฉาที่จริงได้ก็ต่อเมื่อมันเกิดในใจเราต่างหาก เราก็อาจบอกตัวเองไม่ให้ดังพอที่คนอื่นจะได้ยินว่า เออกูอิจฉามันว่ะ

 

ผมคิดว่าความอิจฉาเป็นความรู้สึกที่อยู่ลึก กว่ามันจะโผล่พ้นขึ้นมาเหนือสำนึกได้ มันคงถูกปรุงแต่งบิดเบี้ยวไปเพราะใครๆ ก็ถูกสอนมาว่าความอิจฉาเป็นสิ่งไม่ดี ฉะนั้น จึงหาแรงจูงใจอื่นที่ดูดีกว่าทับถมลงไปจนแม้แต่ตัวเองอาจไม่สำนึกก็ได้ว่านี่คือความอิจฉา

 

ฉะนั้น จึงไม่น่าสงสัยอะไรที่ข้อสังเกตของครูฝรั่งผมคงมาจากการตีความของท่านเอง ในฐานะนักมานุษยวิทยา (โดยเฉพาะสายที่สนใจศึกษาบุคลิกภาพเสียด้วย) ท่านมีหน้าที่ให้ความหมายแก่พฤติกรรมของคนที่ท่านศึกษา แล้วท่านก็คงอธิบายพฤติกรรมของคนไทยหลายประการว่ามาจากความอิจฉา

 

ความอิจฉาย่อมเกิดจากใจที่ไม่อยากเห็นคนอื่น "ได้ดี" ไปกว่าตัว แต่ "ได้ดี" เองก็มีความหมายหลายอย่าง แล้วแต่ใครจะนึกว่า "ดี" คืออะไร เช่น ได้ทรัพย์สมบัติ, ได้ชื่อเสียงเกียรติยศ, ได้เมียสวย, ได้ความนิยมของคนหมู่มาก ฯลฯ

 

ส่วนที่เขาได้นั้น เขาสมควรจะได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะแล้วแต่ใครจะวิเคราะห์เอาเอง คนอิจฉาที่ไหนๆ ก็ย่อมคิดเหมือนกันว่าเขาไม่สมควรจะได้

 

ในฐานะคนที่ยังตัดความอิจฉาริษยาออกไปจากใจไม่ได้หมด ผมจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับความอิจฉามากไปกว่านี้ล่ะครับ

 

แต่ผมอยากจะพูดว่า ไม่ว่าในสังคมใดหรือในยุคสมัยใด คนไม่เคยเสมอภาคกันจริงในทุกเรื่อง ฉะนั้นย่อมมีบางคน "ได้ดี" กว่าคนอื่นเป็นธรรมดาเสมอ ในวัฒนธรรมของชุมชนในประเทศไทย เขาจัดการกับความรู้สึกอิจฉาริษยาอย่างไร

 

ผมคิดว่าในวัฒนธรรมชุมชนแต่ก่อนนี้ มีกลไกทางสังคมบางอย่างที่ช่วยบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวดจากความแตกต่างทางสังคม เพราะแม้ในชุมชนเกษตรกรรมยังชีพ ก็ยังมีความแตกต่างของสถานะทางเศรษฐกิจ, การเมือง และเกียรติยศอยู่นั่นเอง

 

เช่นคนมีที่ดินไม่เท่ากัน กลุ่มตระกูลที่ย้ายมาลงหลักปักฐานในหมู่บ้านก่อนคนอื่น มักเป็นตระกูลใหญ่ จับจองที่ดินไว้มาก เป็นเหตุให้มีสถานะทางการเมืองสูงกว่าชาวบ้านทั่วไป เช่นสืบทอดตำแหน่งนายบ้านหรือผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน สืบมาในสายเครือญาติ แม้แต่สมภารของวัดประจำหมู่บ้านบางแห่ง ยังสืบสายเครือญาติมาจนถึงปัจจุบันด้วยซ้ำ

 

แต่ในท่ามกลางความแตกต่างทางสถานภาพเช่นนี้ มีกลไกทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้คนจนพอเอาตัวรอดไปได้หลายอย่าง เช่นในภาคเหนือ มักมีพื้นที่ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ "หน้าหมู่" หรือเป็นสมบัติของชุมชน ซึ่งชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินไม่พอทำกิน สามารถเอาไปใช้เพาะปลูกได้

 

ในภาคอีสาน พื้นที่บุ่งทามก็เป็นเหมือนพื้นที่ "หน้าหมู่" มีหน้าที่อย่างเดียวกัน

 

จริงอยู่ คนรวยก็มีสิทธิ์ใช้พื้นที่เหล่านี้เหมือนกัน และมักใช้อย่างได้กำไรมากกว่าคนจนด้วย แต่อย่างน้อยคนจนก็พอมีรูหายใจ คือพอมีข้าวไว้กรอกหม้อไปจนครบปีได้

 

ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงสมบัติสาธารณะอีกหลายอย่าง เช่น ปลาในห้วยหนองคลองบึง พืชผักผลไม้และ

 

สัตว์ในป่า บรรดาสิ่งทั้งหลายซึ่งมีมาเองตามธรรมชาติ โดยไม่มีใครไปลงแรงปลูกสร้างขึ้น ย่อมถือเป็นสมบัติสาธารณะของชุมชนทั้งสิ้น

 

ความแตกต่างทางฐานะเศรษฐกิจทิ่มตำให้ผู้คนเจ็บปวดก็จริง แต่ไม่แหลมคมเกินไปนัก เพราะอย่างน้อยก็พอดิ้นรนเอาตัวรอดไปได้ ยอมรับว่าแข่งเรือแข่งพายพอได้ แต่จะไปแข่งวาสนาบารมีนั้นทำไม่ได้

 

นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในชุมชน คือการที่คนรวยคนจน (หรือคนมีอำนาจกับคนไร้อำนาจ) จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างกัน แม้เป็นความสัมพันธ์ที่ (ถ้าใช้มาตรฐานการแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดเป็นเกณฑ์) ย่อมมีฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ แต่ก็มีความผูกพันที่มีอารมณ์ความรู้สึกระหว่างกันอยู่ในนั้นด้วย

 

อีกทั้งยังมีพิธีกรรมอีกหลายอย่างที่ช่วยดึงเอาผู้คนที่มีความแตกต่างนี้ลงมายืนในพื้นที่เสมอภาคกันได้เป็นครั้งคราว เช่นแห่นางแมวขอฝน ก็เป็นพิธีกรรมที่ตั้งใจละเมิดกฎเกณฑ์ทางสังคมที่ให้ความเคารพต่อความแตกต่างทางสถานภาพลงเสีย ในบางท้องที่ งานสงกรานต์ ก็ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน

 

ในภาคเหนือ มีประเพณี "ทานทอด" คือทอดผ้าป่าโดยเฉพาะอาหารและเครื่องใช้ที่จำเป็นแก่คนจน โดยทำเหมือนทอดผ้าป่าให้สงฆ์ คือแอบเอาของเหล่านั้นไปวางใกล้ที่อยู่ของคนจน แล้วส่งสัญญาณให้เขามาเอาไป โดยผู้ให้หลบไปเสียไม่ให้เห็นหน้า

 

มองจากแง่บุคคล แต่ละคนพอจะหาที่ยืนในชุมชนได้ เพราะเกณฑ์ของสถานภาพไม่ได้ผูกติดกับเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เช่น คนจนแต่บังเอิญเชี่ยวชาญด้านการรักษาพยาบาล ก็อาจเป็นหมอยาที่ได้รับความนับหน้าถือตา หมอผีก็เหมือนกัน หรือพายเรือเก่ง ไปจนถึงเป็นหมอลำได้ดี เป็นศิษย์โนราดัง เป็นต้น

 

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ จนแล้วมีเกียรติก็ได้ มีอำนาจก็ได้ เพียงแต่เป็นอำนาจในบางกรณี ความมีหน้ามีตาถูกกระจายออกไปยังคนนานาประเภทในชุมชน

 

แต่กลไกทางวัฒนธรรมเหล่านี้สิ้นสลายลง หรือเปลี่ยนความหมายไปเสียมากแล้ว ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่นำสังคมไทยมาสู่สังคมสมัยใหม่

 

ความแตกต่างทางสถานภาพนานาประการนำเอาความเจ็บปวดมาทิ่มแทงผู้คนให้บาดลึกลงไปในบุคลิกภาพ ผู้คนจึงมองการ "ได้ดี" ของคนอื่นด้วยความสะดุ้งหวั่นไหวว่า สถานภาพของตัวยิ่งตกต่ำลงไปกว่าเดิมเมื่อคนอื่นกระเถิบสูงขึ้น ยากที่จะให้รู้สึก "พลอยยินดี" ไปกับเขาได้

 

ครูฝรั่งของผมเข้ามาทำงานเกี่ยวกับชาวนาไทยแถบบางชัน ซึ่งในสมัยนั้นอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่คืบ ชุมชนกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว สถานภาพและความผูกพันที่เคยมีมากำลังแปรเปลี่ยนไป ถ้าแถบบางชันเคยมีสมบัติสาธารณะใดๆ มาก่อน ก็กำลังร่อยหรอลง เพราะคนมือยาวกว่าเข้าไปช่วงชิงใช้สอยแต่ผู้เดียว หรือเสื่อมสภาพเพราะไม่มีการบำรุงรักษา

 

ในสภาพอย่างนี้แหละครับที่ผมคิดว่า นักมานุษยวิทยาอาจตีความพฤติกรรมของผู้คนได้ว่าขี้อิจฉา คือไม่อยากเห็นใคร "ได้ดี" ไปกว่าตัว

 

และในภายหลัง สภาพอย่างนี้ไม่ได้เกิดที่บางชันแห่งเดียว แต่ระบาดไปทั่วประเทศไทย ฉะนั้นถ้าพูดถึงความใจแคบของคนอันเกิดจากการที่ถูกพรากจากความสัมพันธ์ในชุมชน กลายเป็นปัจเจกที่ไร้ความมั่นคงใดๆ ในชีวิต ว่าคือความขี้อิจฉา เราก็อาจพูดได้ว่าคนไทยขี้อิจฉากระมัง

 

อันที่จริง กลไกทางวัฒนธรรมที่ผมยกมากล่าวข้างต้นล้วนทำงานไม่ได้ผลไปแล้วทั้งนั้น เพราะเมื่อเป็นกลไก มันก็ต้องทำงานโดยอิงอาศัยกัน จะหยิบเอาบางชิ้นส่วนขึ้นมาให้ทำงานเหมือนกันย่อมไม่ได้

 

ผมมีกรณีตัวอย่างที่เคยได้ฟังจากนักมานุษยวิทยาอีกท่านหนึ่ง คือท่านอาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์

 

ท่านเล่าด้วยความสลดใจว่า ท่านเองมีส่วนสำคัญในการทำลายบารมีของผู้นำสลัมคนหนึ่งลงโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องของเรื่องก็คือ มีองค์กรอะไรอันหนึ่งเอาผ้าห่มไปแจกชาวสลัมผ่านผู้นำคนนั้น ท่านผู้นำก็โชคร้ายที่มาพบท่านอาจารย์อคินเสียก่อนจะได้แจกผ้าห่ม

 

ท่านผู้นำถามท่านอาจารย์ว่าจะแจกอย่างไรดี เพราะมีไม่ครบคน ในฐานะนักเรียนอังกฤษนะครับ ท่านอาจารย์อคินก็แนะนำว่า ควรแจกตามความจำเป็น คือใครจนไม่มีผ้าห่มก็ควรแจกคนนั้น

 

ด้วยความสนิทสนมและเคารพนับถือกันมานาน ท่านผู้นำก็เชื่อจึงแจกผ้าห่มตามหลักสังคมนิยมเฟเบียนเป๊ะเลย

 

ผลก็คือ เหล่าบริวาร โดยเฉพาะที่เป็นมือขวามือซ้ายของผู้นำพากันโกรธเคืองลูกพี่อย่างไม่เคยมาก่อนเลย รองหัวหน้าซึ่งเคยเป็นมือขวาบ่นให้ท่านอาจารย์อคินฟังว่า ผมกับมันร่วมหัวจมท้ายกันมาตลอด ช่วยเหลือเป็นธุระของมันมาทุกอย่าง ดูสิ แทนที่จะแจกผ้าห่มให้ผม กลับเอาไปแจกคนอื่นหมด ไม่แจกผมเลยสักผืน

 

ตั้งแต่นั้นมาก็เลิกนับถือเป็นลูกพี่อีกต่อไป

 

ท่านอาจารย์อคินสรุปว่า หลักสังคมนิยมเฟเบียนใช้กับความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ไม่ได้ เพราะคนควรเข้าถึงทรัพยากรตามลำดับความสัมพันธ์ในโครงสร้างของการอุปถัมภ์ ไม่ใช่ความจำเป็นในชีวิต

 

อย่าลืมนะครับว่า ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์คือการแลกเปลี่ยน ฉะนั้น การอดผ้าห่มจึงเท่ากับโดนโกง ไม่ใช่เรื่องที่ไม่รู้จักการเสียสละให้แก่คนที่ขาดแคลน นั่นมันเรื่องทำบุญ คนละเรื่องกัน

 

ความเข้าใจของท่านอาจารย์อคินต่อกรณีนี้คงใช่แน่ แต่ผมอดตะขิดตะขวงใจไม่ได้ว่า แล้วในความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ของไทยนั้นไม่มีการจัดการให้ทรัพยากรถึงมือคนที่เข้าไม่ถึงเลยหรือ นอกจากต้องเข้าไปอยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์เท่านั้น ถ้าอย่างนั้น คนที่มีอยู่แล้วมิยิ่งมีกันมากขึ้นจนล้นเหลือหรือ

 

ผมคิดในใจของผมเองว่า สมมติว่าลูกพี่เชื่อท่านอาจารย์อคิน แต่ใช้วิธีดำเนินงานอีกอย่างหนึ่ง คือประชุมสมุนของตัว บอกหลักการให้ทราบ แล้ววานให้สมุนชั้นนำของตัวนำผ้าห่มไปแจกแทน ก็จะไม่มีใครกบฏต่อลูกพี่

 

ไม่ใช่เพราะสมุนต่างพากันโกงด้วยการเก็บผ้าห่มไว้เองโดยไม่แจกนะครับ แต่เป็นเพราะลูกพี่เปิดโอกาสให้สมุนได้ใช้ทรัพยากรผ้าห่มไปขยายเครือข่ายอุปถัมภ์ของตัวเอง พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ถึงแม้สมุนจะไม่ได้ผ้าห่มไว้เอง แต่ก็ได้สร้างบารมีของตัวกับชาวบ้าน ถ้าพูดภาษาชาววัดก็คือ ได้ร่วมทำบุญจนได้หน้าไม่น้อยไปกว่ากัน

 

ทุกคนได้หมด รวมทั้งสังคมนิยมเฟเบียนด้วย

 

แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องอาศัยกลไกทางวัฒนธรรมอีกหลายอย่างในชุมชนซึ่งผู้นำเข้าไม่ถึงเสียแล้ว

Comment

Comment:

Tweet

If it's quite difficult for you to realize at what online writing service buy essays, read best essay writing service review best-writing-services.com that will provide you with an opportunity to select completely reliable organization.

#54 By Custom-Writing.org rewiew (103.7.57.18|91.201.64.16) on 2013-02-13 12:49

In case you have no idea where to buy resumes, go to this site and persuade that buying resume is easier than you thought. Experienced resume writers provide professional CV writing services, our resume templates can also help you to write a resume by yourself.

#53 By site (103.7.57.18|91.201.64.16) on 2013-02-10 20:46

It’s a really good outcome related to life. Some people are willing to have such kind of high talent. But they must buy the thesis and dissertation suggested by some experienced buy dissertation.

#52 By thesis writing service (91.212.226.136) on 2012-04-09 07:23

Thanks for the article. I read the above post.

#51 By Chicgraphic on 2012-03-30 19:32

Thanks for the article. I read the above post.

#50 By Chicgraphic on 2012-03-30 19:32

There are many choices available for getting an education these days,you can buy term papers or buy research paper which is useful news for those who have not yet managed. verily, essays writing is not an easy handiwork so try make right adjustment between making on yor own or to buy essays about this good topic. Maybe you need help with unusual review , maybe you want help in producing a fresh point of view on a event that is vast and dificult.

#49 By buy essay (31.184.236.16) on 2011-12-18 00:49

Your academic career supposes to be a serious stuff. Therefore, you prove it if buy essay papers.

#48 By pay for essay (31.184.236.16) on 2011-12-17 21:16

My curriculum includes a lot of essays writing. I don't get what could I do without essay papers for sale. It is cool to order custom writing and resolve all papers writing problems.

#47 By buy an essay (94.242.214.6) on 2011-12-10 12:32

The thought about this good topic used to be published by custom writing services to have a chance to buy essays and custom papers.

#46 By buy essays (94.242.214.6) on 2011-12-10 12:21

Do not know how links submission works? Not a big problem, just because the website submission service will get information you need.

#45 By web site submission service (193.105.210.41) on 2011-11-05 16:48

A+ should be not just a dream at present time, because students can to buy an essay to be satisfied.

#43 By buy essay (193.105.210.41) on 2011-11-03 14:17

Our world at large should have some knowledge connecting with our prices. Sometimes I command custom essay website about this good topic.

#43 By contact us (193.105.210.41) on 2011-11-03 14:17

Term papers creating confusion can reflect at your nerves. Turning to the help with essay writing company, you will relieve your pain.

#42 By research paper writing (193.105.210.41) on 2011-11-02 13:45

In the essay writing services it is easy to have information and essay writing referring to this good post . To do much better the academic career buy an essay and feel your rest time!

#41 By essay writing (193.105.210.41) on 2011-11-02 12:53

I recognize that it’s more easy to purchase the thesis title or dissertation related to this good topic, than to create by personal efforts.

#40 By buy thesis (193.105.210.41) on 2011-10-25 17:35

That is well known that money makes people free. But how to act if someone has no cash? The one way only is to get the home loans or car loan.

#39 By loans (91.212.226.143) on 2011-10-14 09:26

<a href="http://upiukvbxlanmjex.com">iqnmshqzdwpppzm</a> http://akgzepltaxxzivt.com [url=http://dduotnfgqdlqjff.com]sgkbtmkntciloac[/url]

#38 By vmwzlsnnwz (94.102.52.87) on 2010-06-14 12:50

<a href="http://rmkuqjkdunodybz.com">uzgeobljihwbefj</a> http://dafkfxdmoqsyvcg.com [url=http://bdkhbcxdczqhkkg.com]fozcmznaiepcmwj[/url]

#37 By kccfyiphky (94.102.52.87) on 2010-06-10 22:08

งะ...ระบบอุปถัมภ์แม่มดเชื่อว่ายังมีอยู่ในหลายๆสังคมนะ

ที่จริง...ระบบนี้มันก็ดี แต่บางที่มันมีมากไปจนคนอื่นเขาเดือดร้อน และได้รับฟามไม่เท่าเทียมนี่จิ

ในสังคมไทย ก็ยังมีอยู่ชัดแจ๋วววว

เอาดาวมาฝากค่ะ Hot! ถึงจายาวแต่ก็ชอบงับ

#36 By *~ แม่มด ~* on 2008-05-06 15:46

ต้องใช้สมาธิในการอ่านสูงมาก
ถึงขนาดต้องปิดเพลงที่ฟังเพื่ออ่านเงียบๆเลย
ทั้งๆที่ปกติผมเป็นคนเข้าใจอะไรพวกนี้ค่อนข้างง่าย
(เนื่องจากตัวเองก็เขียนยาว 55+ แต่ไม่มีสาระ)

รวบรวมสมาธิ อ่านแล้วก็เออ...แฮะ

อ่านแล้ว ชอบ เจ๋งดี
อันที่จริงในประสบการณ์ส่วนตัว ผมไม่เคยพบการอิจฉาริษยาของใครเลย ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือไทย นอกจากของตัวเอง

คนไทย ถือว่ามีปากมีเสียง แต่เอาไปใช้ไม่ถูก
เนื่องจากมีความ "ชอบวิจารณ์" เป็นทุนเดิม
ก็เลย...โหมไฟไปกันใหญ่sad smile

#35 By cvane on 2008-05-05 00:25

น่าสนใจๆ

เพราะคนควรเข้าถึงทรัพยากรตามลำดับความสัมพันธ์ในโครงสร้างของการอุปถัมภ์ ไม่ใช่ความจำเป็นในชีวิต


สะเทือนใจกับประโยคนี้นิดๆ

#34 By flawas on 2008-05-03 19:39

การเอาหลวงวิจิตรกับอาจารย์นิธิมาอยู่ที่เดียวกันเป็นอะไรที่ PARADOX มากๆ

ความขัดแย้งที่กลมกลืนHot!

#33 By บุญเปรื่อง on 2008-05-03 10:37

Hot! Hot! Hot!
อยากให้คนไทยเลิกขี้อิจฉา
อยากให้เอาเวลาที่นั่งอิจฉา ไปทำมาหากิน เอาสมองส่วนที่คิดอะไรตื้นๆ ไปสรา้งปัญญา
ดีกว่าเอาความคิดแบบนี้มาบั่นทอนสมองตัวเอง

เอนทรี่นี้ โดนมากๆคับ

#32 By adtrapper on 2008-05-02 23:39

ตัวอย่างตอนท้ายนั่น แนะแนวได้ดีจังค่ะ

แต่อ่านไปอ่านมา นึกถึงเด็กเส้นซะอย่างนั้นbig smile

#31 By PoY on 2008-05-02 23:17

aim : อ่านแล้วหน้ามืด แหะๆมันหวิวๆที่ต้องยอมรับว่าเป็นแบบที่ท่านว่าไว้จริงๆ
ดังนั้นถ้าเราเข้าใจว่าในโลกธรรมดาๆใบนี้ไม่มีใครที่เหมือนกัน ไม่ควรเปรียบเทียบกัน คงจะลดความอิจฉาได้เบอะนะคะ แต่มันเป็นความคิดที่พูดง่ายทำได้ยากซะเหลือเกินนี่...

#30 By aim on 2008-05-02 21:51

ยาวมากมาย
พยายาเข้าใจค่ะ

#29 By otorid-ness on 2008-05-02 21:46

ขอแสดงความคิดเห็นอีกทีนะ

ผมว่า อ.นิธิ ยกตัวอย่างความอิจฉาขึ้นมาขำๆนะครับ เพราะแกคงรู้อยู่แล้ว ว่ามันเป็นกันทุกคนแหละ ไม่ว่าชาติไหน แต่สังคมบ้านเราจะมีลักษณะที่โดดเด่น เพราะระบบความสัมพันธ์มันผูกติดกับระบบอุปถัมภ์อย่างมาก ขนาด อ.อคิน ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยา ที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้มากยังเคยพลาดเลย เพราะมันไม่ใช่แค่ความอิจฉา แต่เป็นเรื่องการรักษากลไกความสัมพันธ์แบบเดิมเอาไว้ มั้ง?

#28 By GiBB☯ on 2008-05-02 19:59

อ. กําลังจะบอกว่า ระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทําให้เกิด ลักษณะ ที่เรียกว่า อิจฉา เพราะบุคลที่ไม่ได้อยู่ ในเครือข่ายอุปถัมภ์ ก็อาจจะเกิดอาการเช่นว่าได้

#27 By Pink clouds on 2008-05-02 19:21

คนเรามักชอบความฉิบหายของผู้อื่นมากกว่าความโชคดีเสมอแหละครับ ถามว่าฝรั่งคนไหนไม่ขี้อิจฉา อ.นิธิตอบไม่ได้งั้นผมตอบให้แทนก็ได้ครับ
----
พวกแอนตี ไมโครวอฟต์แล้วสร้างเว็บไซต์เห่ารายวัน
พวกอิจฮาคนทำธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จก็มาพร่ำเพ้อว่า ใช่สิก็มันมีโอกาส มันรวยนิ...
-----
จริงๆไอ้อย่างนี้มันมีมาแต่โบราณการแล้วนะครับ ยุคศํกดินาน่ะ
ลองดูพวกหนังจีน เกาหลีก็ได้
คนพวกนั้นที่ อ.นิธิ ยกตัวอย่างมาเค้าเรียกว่าเอาตัวรอดไม่เก่งครับ
บางครั้งเราก็ต้องแกล้งโง่ไว้บ้างเพื่อเอาตัวรอดน่ะ
อย่างแดจังกึมเนี่ย รักษาพระราชาหายก็มีขุนนางชั่วอิจฉาเต็มไปหมด ....!

และไม่ต้องห่วงหรอกครับ ระบบอปถัมภ์มันมี่ทุกชาติแหละครับ สังเกตมั้ยครับว่าทำไมช่วงนี้บริษัทเอกชนถึงเป็น Partner กันเยอะ เพราะรวมกันเราอยุ่ แยกหมู่เราตายไงครับ

เวลาไปสมัครงานก็เหมือนกันครับ ถ้ามีคนสองคนที่ความสามาถพอๆกัน แต่คนนึงมาจากที่เดียวกับผม รู้จักกับผม ผมก็ต้องเลือกคนนั่น เพราะรู้ตื้นลึกหนาบางของคนนั้นก่อนจรองไหมครับ?

#26 By Shuu Exteen on 2008-05-02 18:58

ยาวเชียวsad smile

#25 By nonworld on 2008-05-02 16:57

คนทุกคนก้อต้องอยากมีสิ่งดีๆกว่าคนอื่นอยู่แล้ว เปนธรรมชาติของสัตว์โลก จะว่าคนชาติไดชาติหนึ่งขี้อิจฉากว่าชาติอื่น มันเป็นไปไม่ได้

แล้วคุณรู้หรอว่ามีใครที่อิจฉาคุณบ้าง มีใครบอกว่าเขาอิจฉาคุณแล้วหรือ embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed

#24 By Little Thai Girl on 2008-05-02 16:36

อืม เรื่องผ้าห่มนี่น่าคิดนะครับ
อาจารย์นิธิยกตัวอย่างได้น่าสนใจดี
ถ้าสังคมไทยทิ้งระบบอุปถัมภ์ไม่ได้
เราก็น่าจะมีวิธีใช้มันให้เป็นประโยชน์

ผมว่าคนไทยไม่ใช่แค่ขี้อิจฉามั้ง
เพราะคนไทยหลงตัวเองมากๆด้วยนะ
คือ ข่มกันเองในบ้าน แต่พออยู่นอกบ้านก็หงอกันหมด
หมายถึงเวทีโลกน่ะครับ

ไม่เอาดีกว่า ไม่อยากพูดแบบเหมารวม sad smile

#23 By GiBB☯ on 2008-05-02 15:51

เราก็ไม่เข้าใจหรอกนะ ว่าทำไมความนิยมของคนหมู่มาก

มันไปลงกับคนที่เราเห็นว่า มีอะไรดีเนี่ย?

แล้วคนที่สมควรได้ แต่กลับไม่ได้ แปลกนะ เหอๆ

เราไม่รู้ว่าเขาตัดสินด้วยอะไร ไม่ได้อิจฉาแต่ไม่เข้าใจเสียมากกว่า

#22 By ☜┃NAME★KAH0┃☞ on 2008-05-02 15:51

ต่างคนต่างคิดครับ เรื่องแบบนี้ open-mounthed smile จะบังคับให้คิดแบบเดียวกันก็ไม่ได้ sad smile

นิสัยแบบนี้ก็มีทั้งโลกแหละครับ Hot!

#21 By NOT_KUNG on 2008-05-02 15:21

เคยอิจฉาเหมือนกัน
แต่เป็นความอิจฉาเล้กเล็กในใจ

อิอิ
ไม่มาก ไม่บ่อย แต่ก็ไม่ค่อยดี
sad smile sad smile

Hot!

#20 By ...... on 2008-05-02 13:28

อิจฉา ผมเชื่อว่ามีทุกคนครับ แม้แต่ตัวผมเอง55confused smile

แต่อิจฉาได้ แต่อิจฉาแล้วทำให้คนที่ตนอิจฉาเดือดร้อน มันไม่สมควรครับ เมื่ออิจฉาเขาแล้วหาทางดึงเขาลงมาหาตัวเอง มันไม่ถูก

แต่หากอิจฉาแล้ว พยายามปีนไปหาเขา และแซงหน้าเขา นั่นแหละคือคุณเปลี่ยนความอิจฉาเป็นการแข่งขัน มันจะทำให้ทั้ง2ฝ่ายได้ผลดีโดยรวมครับ ให้1ดาวครับHot!

#19 By บอสเด้อ on 2008-05-02 13:14

เขียนได้ดีครับ

เข้ามาอ่าน

#18 By ซูเนะโอะ on 2008-05-02 12:05

Hot! Hot!
ยาวแต่โดน..

#17 By l)eityZel2o♥ on 2008-05-02 12:00

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! confused smile

#16 By bloodywidly on 2008-05-02 10:32

โลกทัศน์ที่แตกต่างจริงๆครับHot!

#15 By ลูกชิ้น on 2008-05-02 10:20

ไม่รู้ว่า ทางมติชนได้ออกรวมเล่มมารึเปล่าค่ะ แต่เราอ่านทางมติชน สุดสัปดาห์ เลยไม่ได้ไปหาอ่านที่ไหนอีก ถ้าชอบกันจะเอามาลงให้อ่านอีกนะค่ะ ยังมีบทความดีๆอีก อีกมากเลยของอาจารย์ ท่านนี้ surprised smile

#14 By Pink clouds on 2008-05-02 09:28

อืม....Hot! Hot! Hot! Hot!
question

#13 By wanipook on 2008-05-02 06:09

อีกนิด พึ่งเคยอ่านงานของ คุณ นิธิครั้งเเรก ติดใจๆ
สงสัยต้องไปหามาอ่านอีก ใครทราบบ้างครับว่า หาอ่านได้ที่ไหนopen-mounthed smile

#12 By shikak on 2008-05-02 01:28

Hot!
เห็นด้วย นอกจากขี้อิจฉาเเล้วยังชอบตัดสินคนอื่นด้วยตัวเองเป็นศูนย์กลางอีก
เอา HOT ไปเลย คุณหมูน้อยHot! Hot! Hot!

#11 By shikak on 2008-05-02 01:26

ผมคิดว่า นักมานุษยวิทยาอาจตีความพฤติกรรมของผู้คนได้ว่าขี้อิจฉา คือไม่อยากเห็นใคร "ได้ดี" ไปกว่าตัว
>> เราคิดถึงตรงนี้อยู่เหมือนกันค่ะว่าคนไทยน่ะ ก็ไม่ได้อยากให้คนอื่นไม่ได้ดีนะ แต่อย่ามาดีเกินหน้าตัวเองก็แล้วกัน sad smile (อันนี้มองในแง่ลบนะคะ)เป็นสาเหตุหนึ่งที่คนไทยชอบนินทาด้วย open-mounthed smile
ยาวมาก...
เราว่าทุกคนก็คงเคยอิจฉากันบ้างล่ะ อยู่ที่ว่าจะพูดออกมาหรือเปล่าก็เท่านั้น

#9 By lat_te on 2008-05-01 23:55

Hot! เหมือน #2

แต่อย่างว่าสังคมไทยจะเน้นการอุปภัมภ์คนสนิทก่อน เพราะมีความเกรงใจสูง ไม่ได้มองในภาพรวมในการเป็นคนไทยเหมือนกัน คนไทยเหมือนกัน แต่ถ้าไม่สนิทกันก็ไม่ช่วยกันหรอก (แต่ก็เป็นทุกสังคมแหละ ขนาดสังคมอินเทอร์เน็ตเอง ว่าไปแล้วก็เป็นหลายที่ไม่ใช่แค่ไทย)

#8 By manop on 2008-05-01 23:47

ลืม ๆ Hot! Hot!
งานเขียนของอาจารย์นิธิ โดนเสมอ

#7 By pisces on 2008-05-01 23:42

อาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่ามีงานวิจัยที่สรุปนิสัยคนไทยออกมาเป็นสี่ขี้น่ะครับ
ขี้เกียจ ขี้อิจฉา...อะไรอีกสองขี้จำไม่ได้แล้ว ไม่แน่ใจว่าเป็นขี้โม้รึเปล่า

จะขี้ไหนก็แย่ทั้งน้าน sad smile

#6 By pisces on 2008-05-01 23:41

Hot! ยาวแต่พยายามเข้าใจค่ะ แฮะๆ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ

#5 By ชาเขียวaddict on 2008-05-01 22:21

Pink clouds View my profile