สมชาย บำรุงวงศ์
สมาชิกมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน


รวมบทความเชิงวิพากษ์การศึกษาระดับประถม - โดยสมาชิกมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ประกอบด้วย 2 บทความคือ 1. เด็กๆควรเรียนอะไร และ
2. พ่อ...ทำไมเด็กๆต้องไปโรงเรียนด้วยครับ

 

ผยแพร่ครั้งแรกบนเว็ปไซค์แห่งนี้วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๔๗
(บทความนี้ยาวประมาณ 11 หน้ากระดาษ A4)



1. เด็กๆควรเรียนอะไร ?
คุณผู้ใช้นามว่า "ผู้มีลูกอยู่ในวัยประถม" ได้ให้ความเห็นต่อบทความ "สมุดรายงานฯของเด็กๆ" ของผม และได้ขอให้ผมแสดงความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นการจัดการเรียนการสอน เพื่อสร้างเสริมศักยภาพของเด็กในวัยประถม

เหนืออื่นใดผมรู้สึกได้ถึงความห่วงใยในอนาคตของเด็กๆของเรา ที่มีอยู่ในหัวใจของคุณ

ผมมีความเชื่อว่า โดยธรรมชาติเด็กทุกคน(หมายถึงเด็กปกติ)มีศักยภาพเต็มเปี่ยมอยู่แล้วในตัว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเสริมอะไรขึ้นมาอีก เด็กที่ดูเหมือนว่าขาดศักยภาพในบางเรื่อง(โดยเฉพาะในเรื่องที่ผู้ใหญ่คาดหวัง) เช่น อ่อนวิชาคณิตศาสตร์ ผมเชื่อว่านั่นเป็นเพราะเด็กคนนั้นยังไม่สนใจวิชาคณิตศาสตร์ ดังนั้นศักยภาพในด้านนี้จึงยังไม่แสดงออกมา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีศักยภาพในด้านนี้

ผมใช้คำว่ายังไม่สนใจซึ่งหมายความว่า สิ่งที่เขาไม่สนใจในวันนี้ พออีกวันเขาอาจสนใจมันขึ้นมาก็ได้ หรืออาจไม่สนใจตลอดไปเลยก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้เช่นกัน นี่อาจดูเป็นเรื่องน่าห่วงที่ทำให้มีคำถามว่า แล้วถ้าเกิดเด็กคนนี้ไม่สนใจวิชาคณิตศาสตร์ตลอดชีวิตของเขา เขาจะอยู่อย่างไรในสังคมที่ยังต้องอาศัยการบวกเลขลบเลขฯเป็นเครื่องมือในการ ดำรงชีวิต

ด้วยความเชื่อของผมที่ว่า ความสนใจทำให้เกิดความอยากเรียนรู้ ทำให้ผมไม่ห่วงเรื่องนี้เลย

ผมมีเรื่องเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง....


เด็กคนหนึ่ง พออายุถึงเกณฑ์ก็ต้องเข้าโรงเรียน ต้องคร่ำเคร่งอยู่กับตำรับตำราที่เขาแทบไม่สนใจเอาเสียเลย ต้องเจอกับครูดุๆ เขาและเด็กๆอีกหลายคนไม่ได้อยากมาอยู่ที่นี่เลย เพราะที่นี่มีแต่การออกคำสั่ง การบังคับ การทำให้กลัว การทำโทษ ไม่มีอิสระที่จะเลือก ที่นี่มีแต่เรื่องที่น่ากลัวและน่าเบื่อมากเกินไป เรื่องสนุกและน่าสนใจที่พอจะมีก็น้อยเกินไป แต่ถึงไม่อยากอยู่ก็ต้องอยู่ เพราะพ่อแม่ของเขาบอกว่า "เด็กที่ไม่เรียนหนังสือเป็นคนเถื่อน ตำรวจจะจับ"

......เวลาผ่านไปเด็กคนนี้ก็เคยชินกับการต้องไปโรงเรียน และยอมรับเสมือนหนึ่งว่าเป็นความจริงอย่างหนึ่งของชีวิต ก็เหมือนกับที่ผู้ใหญ่ต้องตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเพื่อออกไปทำงาน หรือค้าขายอยู่ในร้านค้าของตน

......วันหนึ่งเด็กคนนี้พบว่าเขาชอบวิชาวาดเขียน จิตใจเขาจดจ่ออยู่แต่เรื่องนี้ ในเวลาเรียนแทนที่เขาจะสนใจบทเรียน แต่กลับแอบหัดวาดรูปจากภาพประกอบในหนังสือเรียน เขาอยากให้ทุกชั่วโมงทุกวันที่เรียนมีเพียงวิชาวาดเขียนวิชาเดียว และเขาจะมีความสุขมาก แต่เขาก็รู้ว่านั่นเป็นแค่ความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง

เมื่อความรักชอบเป็นแรงบันดาลใจ จะมากจะน้อยเขาก็ใคร่กระเสือกกระสนเพื่อให้ได้มันมา หลังเลิกเรียนแต่ละวัน ไม่ผิดอะไรกับการหลุดออกจากคุก ได้อยู่กับการวาดเขียนที่รักอย่างเต็มที่ แต่กับสิ่งที่รักเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ไม่ทันไรก็ต้องตื่นเช้าไปโรงเรียนอีกแล้ว สิ่งหนึ่งที่เขาไม่พอใจก็คือ ทำไมวิชาที่เขารักจึงถูกทำให้ต่ำต้อยด้อยค่าถึงเพียงนี้ เมื่อเทียบกับวิชาอื่นๆ

ตลอดทั้งสัปดาห์วิชาวาดเขียนมีเพียงหนึ่งชั่วโมง ทั้งยังอยู่ในชั่วโมงสุดท้ายของวันอีกด้วย เขาคิด มันคงเป็นวิชาที่สำคัญน้อยที่สุดเป็นแน่! แต่แม้นมันจะไม่สำคัญกับใครก็ช่าง แต่กับเขาแล้วมันสำคัญที่สุด ส่วนวิชาอื่นๆเขาก็ทนๆเรียนไปอย่างนั้น เมื่อผู้ใหญ่บอกว่ามันสำคัญที่เด็กต้องเรียน เขาก็เชื่อตามนั้น และประคับประคองให้ผ่านมาได้

สามสี่ปีผ่านไปเขาก็ได้สิ่งที่เขารัก เสาร์-อาทิตย์หรือปิดเทอม เขาสามารถหารายได้พิเศษด้วยการเขียนคัตเอ๊าท์โฆษณาหนังได้ด้วยฝีมือเท่าๆกับ ช่างอาชีพ

.......วันนี้เด็กคนนั้นได้ตระหนักว่า เวลาที่ระบบเอาไปจากเขานั้นทำให้เขาต้องสูญเปล่าไปเพียงใด ถ้าเขาไม่ถูกกักขังอยู่ในห้องเรียน เขาอาจใช้เวลาน้อยกว่านี้กว่าครึ่ง เพื่อจะได้สิ่งที่รักมา

อย่าถามถึงสิ่งที่เขาต้องฝืนเรียนมาเลย ว่าเขาได้อะไรมาบ้าง วิชาคณิตศาสตร์น่ะหรือ แค่บวกลบคูณหารกับเทียบบัญญัติไตรยางศ์ได้นิดหน่อยเท่านั้นเอง และมันก็รับใช้ความจำเป็นของชีวิตในแบบที่เขาเลือกได้เพียงพอแล้ว วิชาอื่นๆไม่ต้องพูดถึง เขานึกไม่ออกเลยว่าถ้าเขาไม่เคยเรียนมาก่อน ชีวิตวันนี้ของเขาจะเดือดร้อนอันใด

แต่จะว่าแปลกหรือไม่ก็ตาม หลังพ้นออกมาจากระบบ เขากลับเริ่มสนใจวิชาความรู้อื่นๆอีกหลายอย่าง อย่างที่ระบบเองก็ไม่อาจให้กับเขาได้ เมื่อเขาสนใจใครรู้เรื่องใดอย่างจริงจัง มันย่อมไม่เกินกำลังที่เขาจะไปไขว่คว้าเอามันมา และเขาบอกกับตัวเองว่า นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ระบบจะมาอ้างเอาความดีความชอบกับเขาได้ว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเขาได้ผ่านระบบมาก่อนแล้ว

ผมเชื่อว่าเรื่องเล่านี้ไม่ได้เกินไปกว่าชีวิตจริงของใครอีกหลายคน และเราอาจตั้งคำถามทำนองเดียวกันนี้ได้กับตัวเราเอง กับลูกหลานของเรา

การที่คนเราเกิดความสนใจอะไรสักอย่าง บางเรื่องเราไม่อาจบอกสาเหตุที่แท้จริงได้ว่า ทำไมเราจึงสนใจสิ่งนั้น บางทีวิชาจิตวิทยาอาจให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ เช่นคนที่สนใจดูนก สนใจเรื่องเครื่องยนต์กลไก สนใจศิลปะการต่อสู้ สนใจการขีดเขียน เหล่านี้ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็นความสนใจโดยสมัครใจ ใครจะมีหรือไม่มีก็ได้ เป็นเรื่องความรักชอบของแต่ละคน และมีความสนใจอีกแบบหนึ่ง

ที่ผมขอเรียกว่าเป็นความสนใจโดยจำเป็น เช่นการเรียนรู้การพูดการฟังของเด็กทารก ซึ่งโดยสัญชาตญาณเด็กรู้ว่านี่เป็นเรื่องจำเป็นกับชีวิตของเขา เขาเห็นพ่อแม่พยายามสื่อสารกับเขาด้วยการพูดและใครๆที
อยู่แวดล้อมเขาก็ใช้ วิธีนั้น ดังนี้เขาจึงสนใจเรียนรู้และค่อยๆพัฒนาไปตามลำดับ (ตรงนี้ผมอยากเน้นว่า กระทั่งเด็กทารกก็ยังมีศักยภาพในการเรียนรู้ และเราคงไม่ลืมหรอกว่า ไม่มีใครเรียนการพูดมาจากห้องเรียนที่ไหน แต่จากชีวิตประจำวันนั่นเอง)

ความสนใจแบบแรกเป็นเรื่องคุณค่าทางใจ เป็นความพอใจเฉพาะตัว ไม่ใช่ถูกบังคับจากภายนอก ขณะที่ความสนใจแบบที่สองเป็นเงื่อนไขจากภายนอก เช่นเราต้องสนใจเรื่องความสะอาดในการกินอยู่ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะเจ็บป่วย, ความจำเป็นต้องพูดภาษาจีนได้ถ้าต้องติดต่อกับคนจีน เราทุกคนมีความสนใจทั้งสองแบบนี้อยู่ในตัว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่

ที่ผมบอกว่าผมไม่ห่วงเรื่องเด็กไม่สนใจวิชาคณิตศาสตร์นั้น เพราะผมเชื่อว่าไม่มีเด็กปกติคนไหนที่ไม่สนใจคณิตศาสตร์ไปตลอดชีวิตของเขา ผมเชื่อว่าจะช้าหรือเร็ว วันหนึ่งเขาจะพบเองว่ามันจำเป็นกับชีวิตและเขาจะกระตือรือร้นเรียนรู้เอง

ถ้าเด็กมีอิสระในการเลือกเรียนตามความสนใจ และเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่รู้จักอดทนรอ เมื่อถึงเวลาของมันศักยภาพก็จะแสดงตัวออกมาเอง และเด็กก็จะเรียนรู้อย่างมีความสุข เพราะการมีอิสระก็คือการมีความสุข

นี่คือปัญหาสำคัญอันหนึ่งในระบบการศึกษาของเรา เพราะเราชอบที่จะคิดว่าเรารู้ดีไปเสียหมดทุกอย่าง และเด็กไม่รู้อะไรเลย เราจึงเอาแต่ออกคำสั่งว่าต้องสนใจเรื่องนั้น ต้องเรียนวิชานี้ ต้องทำอย่างนั้นและห้ามทำอย่างนี้

มีใครที่มีข้อพิสูจน์ได้ว่า เด็กวัยใดสามารถเรียนเรื่องใดได้บ้าง และใครด้วยข้ออ้างอะไรจึงคิดว่าตนมีสิทธิ์บังคับเด็กว่าต้องเรียนวิชานั้น วิชานี้ เด็กๆจึงเหมือนถูกฉีดยาเร่ง ต้องเรียนให้เร็วขึ้นและมากขึ้น มีใครในระบบการศึกษานี้ที่ได้สร้างผลวิจัยที่เชื่อถือได้ พอที่จะยึดเป็นตัวความรู้ได้ว่าเด็กในวัยใดสามารถหรือควรเรียนรู้เรื่องใด บ้าง ? สนใจอะไร ? ในระดับใด ? เราเคยมีอะไรอย่างนี้ให้อ้างอิงพอเป็นแนวทางบ้างไหม?

การที่เด็กไม่สนใจเรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเพราะวัยยังไม่ถึง หรือวัยถึงแล้วแต่เด็กยังไม่มีความสนใจเองก็ตาม เด็กก็ไม่ควรถูกบังคับ เด็กที่ถูกบังคับจะต่อต้านขัดขืนในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่อ่อนๆจนถึงขั้นรุนแรง เริ่มจากเฉื่อยเรียน เหม่อลอย ไม่สนใจ มีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎ ในแบบต่างๆเช่น หนีโรงเรียน

เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ที่จะไปบังคับเด็กๆให้สนใจในสิ่งที่เขายังไม่สนใจ ลองนึกดูว่าถ้ามีใครมาบังคับให้เราทำอะไรที่เราไม่อยากทำ ถูกบังคับให้สนใจในสิ่งที่เราไม่สนใจว่าเป็นเรื่องเลวร้ายเพียงใด เด็กก็เช่นกัน ใครลองไปบังคับคนที่เท่าๆกันจะกล้าไหม? ที่เรายังบังคับเด็กๆได้ก็เพราะเรารู้ว่าเด็กสู้เราไม่ได้นั่นเอง และนี่คือสิ่งที่เด็กๆต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในโรงเรียน เด็กจึงมีพฤติกรรมหลบเลี่ยง เล่นละครตบตาครูเอาตัวรอดไปวันๆ สุดท้ายเพื่อจะได้มาซึ่งผลสัมฤทธิ์ในการเรียนอันตื้นเขินปลอมๆ

เพราะการบังคับคือการไม่มีความสุข และเราก็รู้อยู่ว่าเด็กที่ไม่มีความสุขไม่มีวันที่จะเรียนรู้ได้ดี แต่ที่น่าตลกก็คือ การบังคับนี่เองคือหัวใจของระบบการศึกษาของเรา และโรงเรียนก็คือสัญลักษณ์ของการบังคับ การขู่ให้กลัว การทำโทษ ผมจึงไม่แปลกใจที่เด็กๆทุกวันนี้ออกมาทำอะไรแปลกๆแบบนักทำลายกฎ ซึ่งนั่นคือการประท้วงชีวิต ชีวิตปลอมๆที่ระบบตั้งหน้าตั้งตายัดเยียดให้เขามานานปี และในที่สุดย่อมมีสักวัน วันที่พวกเขาจะลุกขึ้นมาสลัดสิ่งที่กดหัวเขามาตลอดออกไป และมักออกมาในรูปของความก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีกับใครเลย

หลายคนยังต้องส่งลูกหลานไปโรงเรียน ทั้งที่ในใจมีข้อค้านอยู่ เพราะไม่รู้จะเอาลูกไปไว้ที่ไหนดี เมื่อเรายังไม่อาจวางใจในระบบ สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ จงวางใจในตัวเด็กและอยู่ข้างเขา คนที่เป็นพ่อแม่ไม่ควรหันกลับมาทำร้ายลูกหลานของตนซ้ำลงไปอีก จากที่ระบบกระทำอยู่แล้ว

เพื่อนผมคนหนึ่งพยายามฝืนออกมาอยู่นอกระบบ เขาเลี้ยงลูกเองสอนหนังสือลูกเอง ในร้านค้าที่เขาเป็นเจ้าของ เขาและภรรยามีเวลาให้ลูกมากพอ ทั้งให้อิสระที่จะเล่นหรือเรียนก็ได้ตามใจชอบ ดูแล้วเด็กก็น่าจะมีความสุขดี แต่เพื่อนบ้านในละแวกไม่มีใครทำอย่างเขา เพราะเด็กๆถูกส่งไปโรงเรียนกันหมด ลูกของเขาจึงไม่มีเพื่อนเล่น ไม่มีสังคม ทนอยู่ได้ไม่เท่าไหร่ ในที่สุดก็ต้องเข้าโรงเรียนตามเด็กอื่นๆไป

นี่คือระบบ มันยึดเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเรา!

ผมมีสารานุกรมความรู้สำหรับเด็กอยู่ชุดหนึ่ง มันยืนเด่นเป็นสง่า(น่าจะเรียกว่ายืนตายมากกว่า)อยู่ในตู้หนังสือมานานปี จนลืมไปแล้วว่ามีมันอยู่ ทั้งๆที่เดินผ่านทุกวัน ความจริงควรเป็นผมเองที่น่าหยิบมันมาเปิดๆให้เจ้าหลานชายได้เห็นบ้าง เผื่อว่าเขาจะสนใจ และผมจะได้ถือเป็นโอกาสเล่าอะไรๆในนั้นให้เขาฟัง แต่ก็เปล่า สารานุกรมชุดนั้นคงยังต้องหลับใหลอยู่ตรงนั้นต่อไปโดยไม่มีใครสนใจ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าหลานชายผมที่ไปปลุกมันขึ้นมา รื้อมันออกมาเปิดดู แต่เพราะเขาอ่านมันไม่ออก จึงถือเดินมาขอให้ผมอ่านให้ฟัง.....

เรามักคิดว่าเด็กๆเอาแต่เล่นเหลวไหลอยู่ตลอดเวลา ไม่สนใจการเรียน ?

เด็กก็เหมือนสัตว์ตัวเล็กๆที่อยู่ไม่สุข ถ้าไม่ได้สนใจจดจ่ออยู่กับอะไรสักอย่าง ก็ชอบที่จะรื้อค้นสิ่งของ ถามโน่นถามนี่ เพราะอยากรู้หรือหาอะไรที่น่าสนใจทำ จนผู้ใหญ่เบื่อรำคาญ เราเคยชินกับภาพของการเรียนว่าคือการนั่งอยู่กับตำรับตำรา การทำการบ้าน แบบเดียวกับที่เราเห็นในห้องเรียน ภาพแบบนี้แหละที่เราชอบ ดูช่างน่าประทับใจ! แต่เวลาที่เด็กๆแสดงความอยากรู้อยากเห็นด้วยการถามโน่นถามนี่ รื้อข้าวของออกมาเล่น อะไรๆแบบนี้เรามักไม่เห็นว่าเป็นความอยากเรียนรู้อย่างหนึ่งของเด็ก

เด็กไม่ว่าคนไหนย่อมไม่อยากทำอะไรที่เขาไม่รู้สึกสนุกด้วย สนุกหมายถึงน่าสนใจจนไม่อาจอยู่เฉยได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องออกมาในกิริยาเอะอะมะเทิ่งเสมอไป บ่อยๆที่ผมเห็นเด็กๆเล่นกันเอะอะเจี๊ยวจ๊าว แต่พอสักพักคงเบื่อ ก็มาขอกระดาษดินสอไปนั่งวาดรูป- หัดเขียนหนังสือกันเรียบร้อย

อาจพูดได้ว่าโดยธรรมชาติเด็กๆมีความสนใจใคร่รู้อยู่เต็มเปี่ยม อยู่ที่ผู้ใหญ่จะเปิดโอกาส ให้ทางเลือกแก่เด็กๆเพื่อลองคิดลองเล่นลองทำมากเพียงใด เพื่อว่าเด็กๆจะได้ค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่เขาสนใจจริงๆ

ผมเห็นด้วยกับนีล (ผู้ก่อตั้งโรงเรียนซัมเมอร์ฮิล - โรงเรียนที่ให้อิสระกับเด็ก) นีลพูดว่า " มีแต่คนที่อวดรู้เท่านั้นที่คิดว่าการศึกษามีอยู่ก็แต่ในโรงเรียนเท่านั้น" ผมอยากต่อให้อีกนิดว่าและการศึกษาก็ไม่ได้มีอยู่แต่ในตำราเท่านั้น โดยเฉพาะตำราที่ใช้กันอยู่ในโรงเรียน

พูดถึงเรื่องตำราแล้ว ถ้าลองเปิดตำราของเด็กประถมดูจะเห็นว่ามากไปด้วยอุบายหลอกล่อแบบลูกกวาด ที่ศัพย์วิชาการเรียกว่า การสร้างแรงจูงใจในการเรียน ผมลองเปิดตำราคณิตศาสตร์ดูก็เห็นว่าแทบทุกหน้าเปรอะไปด้วยรูปการ์ตูนส์สารพัดสี จนดูเป็นหนังสือการ์ตูนส์มากกว่าตำราคณิตศาสตร์ ราวกับว่าถ้ายิ่งประโคมสิ่งล่อหลอกลงไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น

น่าคิดว่าระหว่างรูปการ์ตูนส์ที่เด็กๆชอบ กับตัววิชาที่เด็กๆแทบจะไม่สนใจนั้น ใครสามารถตอบลงไปให้ชัดได้ว่าเด็กจะไม่หลงเพลินไปกับตัวการ์ตูนส์ (คงไม่ลืมว่าเด็กวัยนี้มากไปด้วยจินตนาการ) จนเขวจากการสนใจตัววิชาไป และถ้าวิธีหลอกล่อแบบนี้ดีจริง ก็น่าสงสัยเหลือเกินว่า ทำไมประเทศของเราจึงยังมากไปด้วยเด็กที่ผลการเรียนกะพร่องกะแพร่งมากกว่าเด็กเรียนดี หรือเพราะเด็กไม่ดีเอง หรือเพราะสภาพแวดล้อมไม่อำนวย หรือมีปัจจัยอื่นๆให้อ้างได้อีกตั้งร้อยพัน หรือในที่สุดควรจะสรุปว่าถ้าไม่เพราะตำราดีๆ ! ที่มีที่เห็นอยู่นี้ เด็กๆจะย่ำแย่กว่านี้ขนาดไหน !

ความจริงก็คือระบบมันฟ้องอยู่แล้วในตัวว่า "ฉันรู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่ฉันต้องการให้เธอนั้นไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบ ฉันจึงต้องหลอกล่อเธอ แกล้งทำดีกับเธอ ทั้งนี้ด้วยความหวังดีแท้ๆ! แต่ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผลก็ต้องบังคับกันหละ และถ้าเธอยังเป็นคนดีไม่ได้ ก็เพราะเธอไม่รักดีนั่นเอง ไม่ใช่ฉัน(ระบบ)ไม่ดี" เรียกว่ามีทั้งไม้นวมไม้แข็ง มีทั้งพระเดชพระคุณ นี่คือวิธีที่เราใช้มาตลอด และยังเชิดชูมันอยู่จนทุกวันนี้

นี่ยังไม่พูดถึงตัววิชาที่ยังมีความรู้แบบผิดๆถูกๆ ความรู้แบบขยะๆปะปนอยู่อีกมากที่เด็กๆต้องแบกไว้บนหลัง

โดยสรุปผมไม่เชื่อว่าระบบที่เป็นอยู่จะ "ให้" หรือเสริมสร้างอะไรให้เด็กๆได้ ตรงข้ามมันกลับเป็นตัวบั่นทอน บอนไซ หรือกระทั่งทำลายด้วยซ้ำไป พูดอีกอย่างก็คือ นั่นหละคือหน้าที่ของระบบ.

 

2. พ่อ...ทำไมเด็กเด็กต้องไปโรงเรียนด้วยครับ
คุณที่เป็นพ่อคนแม่คน เคยได้ยินคำถามนี้จากปากลูกๆของคุณบ้างไหม ? พ่อ...ทำไมเด็กเด็กต้องไปโรงเรียนด้วยครับ
ผมได้ยิน "เด็กคนนั้น"ถามอย่างนี้จริงๆ ผมยังเชื่อต่อไปอีกว่า เด็กๆทั้งหลาย(น่าจะทั้งโลก)ที่อยู่ในระบบโรงเรียน น่าจะมีคำถามนี้อยู่ในสมอง ส่วนจะแค่คิดดังๆหรือพูดออกมาด้วยหรือไม่เท่านั้น

และก่อนที่สมองสับปะรังเคของผมจะคิดตอบคำถามนี้ ผมน่าจะลองใช้สมองส่วนที่ยังพอเป็นสับปะรดเหลืออยู่ลองตรองดูว่า ก็แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้เด็กคนนั้นถามคำถามนี้ออกมา

โดยไม่ต้องใช้สมองชั้นดีเลิศ ผมเชื่อว่า เราน่าจะตอบคำถามนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนักว่า ก็เพราะเด็กคนนั้นไม่ชอบโรงเรียนที่เขาต้องไปอยู่ทุกวันนะสิ

ทำไมเด็กเด็กต้องไปโรงเรียน?
ถ้าเป็นคุณ คุณจะตอบอย่างไร

สำหรับผมซึ่งสมองสับปะรังเคไปมากแล้ว คงคิดอะไรได้ไม่ไกลเกินกว่าประมาณว่า "ก็จะได้มีความรู้ จะได้ไม่โง่ ต่อไปจะได้ไม่ลำบาก จะได้ใช้สมองทำงาน ซึ่งสบายกว่าใช้มือใช้ตีนทำ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน จะได้และจะได้...อีกสารพัดยังไงล่ะ"

นับแต่ที่ผมเริ่มประจักษ์แจ้งแก่ใจว่า อันสมองของผมนี้มันช่างสับปะรังเคเสียจริง ผมก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง(ก่อนนั้นผมไม่เคยเห็นสมองสับปะรังเคของผมว่าเป็นความสับปะรังเคเลยสักนิด)

โรงเรียน! คุณเชื่อไหมว่า มันจริงแท้แน่นอนราวกับเป็นสัจธรรมนั่นเทียว แทบจะเทียบได้กับสัจธรรมที่ว่า ถ้าเป็นผู้ชายก็ต้องมีหนวด ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องมีนม ใช่! และถ้าเป็นเด็กก็ต้องไปโรงเรียนนั่นแหละ ทั้งที่มันไม่ควรจะต้องใช่เลย!

พอลูกหลานของเราอายุถึงเกณฑ์ เดี๋ยวเราก็ต้องมานั่งวางแผนแล้วว่า จะให้มันไปอยู่โรงเรียนไหนดี จะเอาที่ใกล้บ้านเพราะสะดวกดี หรือไกลหน่อยแต่ดีกว่า จะต้องเตรียมเงินพิเศษไว้เผื่อต้องใช้สนับสนุนอุปกรณ์การศึกษาของโรงเรียน สักเท่าไหร่ดี ถึงจะประกันได้ว่ามันจะมีที่เรียนแน่ๆ หมดปัญหาเรื่องที่เรียน ก็ต้องคิดต่อไปอีกว่า ทำอย่างไรจะให้เรียนเก่งๆ ก็หาครูสอนพิเศษเก่งๆนะสิ เรื่องติวเข้มก็เหมือนกัน ควรจะเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ มองยาวไปถึงคราวเอ็นทรานซ์โน่น

ชุดความคิดของผู้ใหญ่อย่างเรา มันก็วนเวียนอยู่ประมาณนี้ละครับ ผมกะหยาบๆสำหรับพ่อแม่ที่วางแผนการศึกษาอย่างอยู่ในร่องในรอยให้ลูกๆ ประมาณเก้าคนครึ่งในสิบคนที่คิดแบบนี้ อย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่าเป็นสัจธรรมก็เกินไปหน่อยแล้ว

โรงเรียนได้กลายมาเป็นสัจธรรมของชีวิตมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

โดยสามัญสำนึก เราน่าจะพอจินตนาการได้ว่า แต่ก่อนเราไม่มีโรงเรียนอย่างเป็นกิจจะลักษณะอย่างที่คุ้นกันนี่หรอก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีที่ที่จะเรียนรู้อะไร ตรงข้าม ที่ที่จะเรียนรู้อะไรต่ออะไรที่จำเป็นแก่ชีวิต มันมีอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว มันอยู่ตามท้องไร่ท้องนา ตามศาลาวัด ตามเรือนชานของหมอกลางบ้าน ตามป่าละเมาะ ตามอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย

ก็ในเมื่อสิ่งที่จะให้การเรียนรู้แก่เรา มันมีอยู่ทั่วไปเช่นนี้แล้ว แล้วด้วยเหตุอันใด ที่ในเวลาต่อมา โรงเรียนจึงได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นต้องมี กลายเป็นสิ่งที่ชีวิตของเด็กๆจะขาดเสียมิได้

......เสียงร้องไห้จ้าอย่างขวัญเสียของเด็กๆ เพราะไม่เข้าใจว่า ทำไมพ่อแม่ซึ่งเคยอยู่ใกล้ชิดเขามาตลอด จู่ๆวันหนึ่งกลับยัดเยียดเขาให้กับอีกคน ใครก็ไม่รู้ ซึ่งเขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน ถ้าการได้อยู่คลุกคลีกับพ่อแม่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เป็นความอบอุ่นในความรู้สึกของเด็กๆ ช่วงขณะของการผลักไสนั้นมันคืออะไรเล่า ทำไมวันหนึ่งเหตุการณ์มันถึงได้เปลี่ยนไปอย่างกลับตาลปัตรเช่นนั้น พ่อแม่กำลังบอกอะไรกับเขาหรือ กำลังสอนบทเรียนอันสำคัญอะไรให้หรือ ทำไมจึงต้องกระทำสิ่งอันโหดร้ายต่อจิตใจของพวกเขาเช่นนั้น

จากนี้ไปนานเป็นปีๆ อย่างกับไม่มีวันจะจบสิ้น ปีแล้วปีเล่าที่พวกเขาต้องยอมตนอยู่ใต้คำสั่ง ความกลัว และข้อปฏิบัตินานับประการ ราวกับนักโทษ ไม่ว่าเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังข้อบัญญัตินั้นจะไร้เหตุผลเพียงใดก็ตาม พวกเขาจะต้องเรียนแต่สิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องเรียน(ตามเวลาที่กำหนด) ไม่ว่าจะอยากหรือไม่ก็ตาม ไม่มีสิทธิ์ที่จะอยากก่อนหน้าหรือหลังจากที่กำหนดมา จะต้องสนใจแต่สิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องสนใจ ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะน่าเบื่อเพียงใดก็ตาม

เสียงร้องให้จ้าอย่างขวัญเสียนั้น คือบทเรียนแรกที่พวกเขาได้รับ จากสถานที่ใหม่อันน่าพรั่นพรึง นั่นคือบทเริ่มต้นของความโหดร้าย ซึ่งยังจะมีตามมาอีกหลายบท โลกรายรอบอันโหดร้ายนี้จะคอยสั่งสอนและให้บทเรียนแก่พวกเขา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า จงเก่งกว่าคนอื่น จงขยันกว่าคนอื่น จงเร็วกว่าคนอื่น จงเอาให้มากกว่าคนอื่น โลกคือสถานที่แห่งการแก่งแย่งและคว้าเอามา โลกไม่ใช่ของเราเพื่อเรา แต่เป็นของฉันเพื่อฉัน

คงไม่มีพ่อแม่คนใดที่ไม่สะเทือนใจต่อเสียงร้องจ้านั้น มนุษย์จะฝืนสัญชาตญาณของตนได้หรือ หากแต่พื้นภูมิแต่หนหลังของเขานั่นเอง จะรีบออกมาปกป้องการกระทำอันโหดร้ายนั้น มันทั้งปลุกและปลอบให้เชื่อว่า นี่เป็นกฎของชีวิตราวกับบัญญัติมาจากสวรรค์นั่นเทียว

".....ที่ฉันเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้เช่นทุกวันนี้(บางคนถึงกับใช้คำว่าได้ ดิบได้ดี) หาใช่เพราะฉันก็เคยร้องไห้จ้าอย่างนี้มาก่อนหรอกหรือ ชีวิตก็เป็นเช่นนี้แหละ และฉันก็ผ่านมันมาได้ มันทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นด้วยซ้ำ ฉันไม่ได้โหดร้ายกับเด็กๆ ฉันประสบกับมันมาก่อน มีเหตุผลอะไรหรือที่จะไปปกป้องพวกเขา จากสิ่งที่ครั้งหนึ่งฉันก็ต้องประสบเช่นกัน ใช่! ฉันไม่ปฏิเสธหรอกว่า ฉันสะเทือนใจกับเสียงร้องจ้านั้น แต่ฉันจะไม่ยอมใจอ่อนให้กับความอ่อนแอ (อารมณ์สะเทือนใจ) นั้นมาเป็นเจ้าเรือนใจฉันได้หรอก เพื่ออนาคต พวกเขาต้องถูกฝึกให้เข้มแข็งอดทนเสียตั้งแต่ยังเป็นไม้อ่อนนี่แหละ......"

ในนามแห่งความรักของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็กๆ ความรู้(ตามระบบของโรงเรียน)สำคัญกว่าความรัก อิสรภาพเป็นเรื่องเหลวไหล การบังคับขู่เข็ญ - การลงโทษเป็นเรื่องจำเป็น และอารมณ์สะเทือนใจของมนุษย์ต้องถูกตีค่าเสียใหม่อย่างเหยียดเยาะว่า เป็นแค่ความอ่อนแอปวกเปียก แต่การกดข่มอารมณ์สะเทือนใจให้กลายเป็นความเฉยชาแข็งกระด้างนั่นต่างหาก ที่สมควรได้รับการแปลความหมายและยกค่าให้เป็นความเข้มแข้งอดทน อันเป็นคุณสมบัติที่มนุษย์อย่างพวกเราพึงฝึกให้มีให้เป็น

พ่อแม่คือผู้ใหญ่คนแรกๆที่เด็กๆควรได้อยู่ด้วย แต่ในความเป็นจริงเด็กๆนั่นเองที่จำต้องถูกฝึกให้เสียสละแต่เนิ่นๆที่จะไม่ ได้อยู่กับพ่อแม่ของเขา ถูกพรากออกจากบ้านอันอบอุ่น ผลักไสไปสู่คนอื่น ไปสู่ที่นั่น ที่ที่เรียกว่าโรงเรียน!เพื่อให้พวกผู้ใหญ่อย่างเราได้ออกไปจรจัด(แปลว่า - ไขว่คว้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่า) เพื่อรับใช้และผดุงไว้ซึ่งระบบอุตสาหกรรม - ทุนนิยมตลาดเสรี

โรงเรียนอย่างที่เราคุ้นกัน ก็คือสิ่งซึ่งรับใช้และให้บริการต่อระบบดังกล่าว โดยปริยาย น่าจะถูกต้องกว่าถ้าพูดว่า ระบบนั้นนั่นเองคือแม่บทใหญ่ที่ประดิษฐ์ระบบโรงเรียนขึ้นมา (รวมทั้งระบบย่อยๆอื่นๆด้วย) ซึ่งก็แน่ละว่า เป็นไปไม่ได้ที่มันจะประดิษฐ์สิ่งซึ่งจะไปขัดขวางและคัดค้านตัวมันเอง

อะไรคือสิ่งที่ระบบอุตสาหกรรมต้องการ คุณสมบัติแบบใดที่ระบบนี้พึงหวัง นั่นคือสิ่งซึ่งระบบโรงเรียนพึงรับใช้และให้บริการ พึงสังเกตว่าระบบนี้ใช้คำว่า "ผลิต" ซึ่งต้องตรงกับชุดศัพท์ของมันโดยแท้ เช่นผลิตบุคลากรเพื่อสนองนโยบายพัฒนาประเทศ เป็นอาทิ

มันก็ถูกต้องดีแล้วที่เด็กๆจะถูกตีค่าเป็นเพียงวัตถุดิบชนิดหนึ่ง เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบโรงเรียน อันมีกระบวนการที่จำลองมาจากระบบในโรงงานอุตสาหกรรม แปรรูปไปตามคำสั่ง ถูกจัดแบ่งเป็นระดับตามเกณฑ์ ถูกประทับตราว่าเก่งหรืออ่อนด้อย ฉลาดหรือโง่ และเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาถูกระบายออกจากระบบการศึกษาแล้ว ก็จะได้เข้าสู่สายพาน รับใช้และสืบทอดระบบอุตสาหกรรมสืบไป

และไม่ว่าพวกเขาจะถูกตีตราให้อยู่ใน(สินค้า)ชนิดใดระดับใด สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ พวกเขาได้สูญสิ้นสิ่งอันน่าหวงแหนที่สุดของชีวิตไปแล้ว สูญสิ้นการตระหนักรู้ในคุณค่าของตนเอง ความคิดสร้างสรรค์ ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ความมีชีวิตชีวา เหล่านี้อันรวมอยู่ในความหมายของคำเพียงคำเดียวคือ "อิสรภาพ" คำเพียงคำเดียวอันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เด็กๆควรจะได้รับ แต่กลับต้องยกให้กับโรงเรียนและเสียสละให้กับระบบไป

ใครที่พูดว่า โรงเรียนตายแล้ว ผมไม่เชื่อ บางทีมันอาจไม่แม้แต่ถูกทำให้บาดเจ็บด้วยซ้ำ ยิ่งชุดความคิดแบบอุตสาหกรรมขยายใหญ่ขึ้นเพียงใด ระบบโรงเรียนอันเป็นดั่งทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของมัน ยิ่งต้องแข็งแรงและเด็ดขาดยิ่งขึ้นเพียงนั้น
การปฏิรูปการศึกษาที่กำลังทำกันอยู่นั่นไง เป็นสิ่งยืนยันว่า ประสิทธิภาพของการรับใช้ต้องเท่าทันกับแม่บทใหญ่ของมัน เมื่อวิธีท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองไม่อาจตอบสนองยุคสมัยได้อีกต่อไป วิธีที่ทันยุคกว่าจึงต้องถูกคิดค้นขึ้นมา

- ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
- ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
- ผู้เรียนสำคัญที่สุด

พรรณนาความอันยืดยาวของหัวข้อเหล่านั้น (ซึ่งน่าเบื่อเกินกว่าจะนำมากล่าว ณ ที่นี้) อาจทำให้ใครสักคนต้องหัวเราะแบบขื่นๆ ถ้อยคำอันสวยงามเลิศลอยนั้น วาดภาพของสวนสวรรค์แห่งการศึกษาขึ้นมาตรงหน้าเรา ครูเป็นดั่งนางฟ้า - เทวดาที่สวรรค์ประทานมา เด็กๆดูช่างมีความสุขในการเรียน(ความสุขในแบบฉาบทาอยู่ภายนอก) นี่คือสวนสวรรค์ที่วาดขึ้น และฝันว่ามันจะผุดขึ้นมาได้จริงๆ ท่ามกลางความเสื่อมทรามที่อยู่รายรอบ อาจต้องจินตนาการเพิ่มเข้าไปอีกนิดว่ามีโดมแก้วครอบสวนสวรรค์นี่ไว้เสียหน่อย

พึงสังวรว่า เราต้องไม่แปลความหมายของถ้อยคำเหล่านั้นอย่างที่มันควรจะเป็น เพราะนี่ไม่ใช่แนวความคิดใหม่ ไม่ใช่เป้าหมายใหม่ มันเป็นแค่วิธีการ(อุบาย)ใหม่เท่านั้น เป็นวิธีการทารุณกรรมเด็กแบบใหม่ที่โฆษณาว่ามีประสิทธิภาพกว่าแบบเก่า

ขอให้สังเกตคำว่า ผู้เรียนสำคัญที่สุด (ถึงกับเน้นคำว่า"ที่สุด"กันเลยทีเดียว) ซึ่งเราต้องไม่หลงเคลิ้มไปว่า สวนสวรรค์แห่งการเรียนรู้ได้รับการสถาปนาขึ้นแล้ว ตราบใดที่เรายังไม่ทำโรงเรียนให้เหมาะกับเด็ก ไม่ว่าจะใช้คำว่า " ที่สุด" ซ้ำลงไปอีกสักกี่ครั้ง ความหมายของมันก็ไม่มีวันเปลี่ยนมาอยู่ข้างเด็กๆได้เลย มันยังคงเป็นของ "สิ่งอื่น"ตลอดมา

ไม่ใช่ผู้เรียนสำคัญที่สุดหรอก มันสำคัญน้อยที่สุดต่างหาก นโยบายสิที่สำคัญที่สุด มันก็เหมือนถ้อยคำอีกมากมายในระบบของเราเช่น ประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม คุณธรรมความดี ฯลฯ เหล่านี้หากว่ามันยังสามารถคงค่าแห่งความหมายของมันไว้ได้ ในท่ามกลางความเสื่อมทรามแห่งอารยธรรมของเราแล้ว ก็มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะอธิบายมันได้ ในความเป็นจริงมันล้วนแต่กำลังเน่าในทั้งสิ้น

ใช่! การปฏิรูปการศึกษาย่อมต้องเน้นเสียงดังๆว่า จากนี้ไปเด็กๆจะมีอิสระอย่างเต็มที่ ใครอยากจะเดินด้วยท่าทางแบบไหนก็ได้ตามสบาย เว้นแต่ต้องเดินไปสู่ "จุดนั้น" ตามคอกที่กั้นไว้แล้วเท่านั้น

โรงเรียนไม่เคยตาย ทั้งที่ในความควรจะเป็นแล้ว โรงเรียนสมควรตาย โรงเรียนแบบนี้สมควรถูกทำให้ตายไปได้แล้ว และพระเจ้า! หากว่ามันจะตายไปเสียได้จริงๆ เราก็จะได้เห็นภาพในแบบฟิล์มภาพยนตร์เดินถอยหลัง เด็กๆครูและทุกสิ่งที่อยู่ในอาคารเรียนจะเดินถอยหลังพรั่งพรูออกมา ภาพตัวอาคารจะค่อยๆกร่อนลงๆและหายไปในที่สุด เวลาเดินย้อนกลับไปในอดีต เห็นเด็กๆวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานบนลานดิน บ้านที่มีแต่ความอ้างว้างก็กลับอบอุ่นขึ้น เพราะผู้ใหญ่ไม่ต้องออกไปจรจัดอีกต่อไป

ความกลมเกลียวสงบสุขในชุมชนกลับคืนมา ไม่มีแม่น้ำเน่าๆ ไม่มีฝุ่นควันอุบาทว์ ไม่มีเด็กเร่ร่อนจรจัด-ติดยา-ขายกาม ไม่มีเด็กคลุ้มคลั่งที่ลากอาวุธออกไปฆ่าใครต่อใคร ไม่ต้องมีสถานพินิจ สถานสงเคราะห์ ไม่ต้องมีโรงพยาบาลบ้า บางทีอาจไม่ต้องมีตำรวจ!

โอ....เป็นไปได้อย่างไรที่จะทำใจให้ยอมรับได้ว่า โรงเรียนอันสง่างามหลังนั้นหายวับไป เป็นไปได้อย่างไรที่จากนี้ไป คนที่เป็นพ่อแม่ไม่ต้องตื่นตีสี่ ไม่ต้องเตรียมกล่องข้าวไว้ป้อนลูกๆในรถ ไม่ต้องออกไปแย่งพื้นถนนให้รถมีที่คลานไปส่งลูกที่โรงเรียน ไม่ต้อง...ไม่ต้อง...

นี่มันจะไม่สวยงามจนเกินทนไปหน่อยแล้วหรือ จะไม่ทำเอาเราต้องหวาดหวั่นพรั่นพรึงไปหรอกหรือ สวยงามเสียจนอาจทำให้ความเคยชินต่อความเสื่อมทรามของเราเจ็บปวดได้

เป็นไปได้อย่างไรที่โรงเรียนจะถูกทำลายลงไป ระบบที่เรายึดถือนั่นด้วย เราจะทนได้อย่างไร หากมันถูกทำลายลงไปจริงๆ
ใช่! เป็นไปไม่ได้ เว้นแต่ว่า เราเริ่มสำนึกโดยนับเอาคำถามของเด็กคนนั้นว่า "เป็นปัญหา"ไม่ใช่ "ไม่เป็นปัญหา" และคนที่เป็นพ่อแม่ เป็นผู้ใหญ่อย่างเรานี่แหละ ที่ควรจะมีคำถามเสียทีว่า ทำไมเราต้องคิดและทำแต่สิ่งซ้ำซากเหล่านั้น และเพื่อเห็นแก่อะไรสักอย่าง อะไรก็ตามแต่ หากว่าโรงเรียนเป็นสิ่งที่จำต้องมีอยู่ต่อไป เรานั่นเองที่ควรถามตัวเองแรงๆว่า โรงเรียนมีแต่ "แบบนี้"เท่านั้นหรือ

มันจะเป็นอีกอย่างที่ต่างไปจากนี้ไม่ได้หรือ???

 

 

Comment

Comment:

Tweet

Want to learn about paper writing services? Looking for bona fide organization to get assistance from? EssaysProfessors rewiew will give you a listing of companies from which scholars can pick the most reliable ones to purchase essay from.

#30 By SuperiorPapers rewiew (103.7.57.18|46.161.41.16) on 2013-04-25 01:12

Are not able to slip well? Think about writing assignments constantly? You have not to think about it. You can just buy Annotated Bibliography.

#29 By Custom Book Reports (94.242.214.6) on 2011-12-09 18:42

All Scholars must treat thesis examples about this post properly, just because they will need that a dissertation writing service in future.

#28 By thesis writing (94.242.214.6) on 2011-12-08 09:53

Even if you have got a bilingual website, which includes various categories, the cheap seo services will make posetive work for it!

#27 By seo backlink (94.242.214.6) on 2011-12-04 08:53

Consequently, high school students want their essays to be correctly formatted. But, people do not know how to realize it! I should give a gentle hint! People should turn to the lab report writing company. Good academic paper writers can definitely help with such problems.

#26 By pay for essay writing (193.105.210.41) on 2011-11-29 10:07

I think that to receive the mortgage loans from banks you ought to have a great reason. Nevertheless, one time I've got a auto loan, just because I was willing to buy a building.

#25 By credit loans (91.212.226.143) on 2011-11-24 15:33

<a href="http://wnnbiingpjvaeuv.com">zvacdliflkgupvy</a> http://kylekebxkjfinbe.com [url=http://rucwcyjwagpyatp.com]gjkweycuoawkgwr[/url]

#24 By imlctvsmmj (94.102.52.87) on 2010-06-14 12:50

ทำอะไรไม่ได้ ไม่แน่พอที่จะทำ อยากจะออกมาจากระบบห่วยๆนี่ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปอยู่ดี เหมือนเด็กคนนั้นนั่นแหละ
เข้ามหาลัยได้ 1 เทอมเพิ่งรู้ตัวเองว่าชอบวาดรูปมากกว่าคอม... Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
อ่านบทความนี้แล้ว เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง
แต่ก็ดีครับ ที่ยกประเด็นนี้มาถกกัน

เห็นด้วยกับ คุณ #20 By Ellebazi นะ
ระบบการศึกษาที่เรียกว่า โรงเรียน มันจำเป็นต้องมี เพื่อบอกภาพรวมของการเรียนรู้ และเป็นแหล่งที่ให้เด็กมาพบปะ เข้าสังคมกับเพื่อนๆ

ผมเป็นคนนึงที่ชอบวิชาศิลปะ รักการวาดรูป ถึงตอนนี้ก็ยังวาดอยู่ และผมยังนึกขอบคุณอาจารย์อยู่เลยที่บังคับให้ผมเรียนคณิตศาสตร์ วิทยศาสตร์ เพราะมันเป็นวัตถุดิบชั้นดี ในการทำงานศิลปะให้ซับซ้อนขึ้น...

ในขั้นแรก ถ้าไม่บังคับ ไม่ได้หรอกครับ เด็กที่ไหนมันจะมานั่งเรียนด้วยตัวเอง มันก็ต้องมีหลอกล่อกันบ้าง

บางครั้งผมก็รู้สึกว่า บทความนี้มองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย...

ที่ว่าโรงเรียน จำเป็นต้องมี แต่ไม่ได้หมายความว่าที่มีอยู่มันจะดี
ผมว่า เรายึดติดกับรูปแบบมากเกินไป ในเรื่องของการวิชาหลักวิชารอง คะแนน ห้องคิงห้องบ๊วย? อะไรเทือกนั้น

ไม่ต้องถึงกับล้มล้างระบบหรอก แค่เน้นให้ถูกจุดก็น่าจะเพียงพอแล้วกระมัง?

#21 By คาโตเน่ on 2008-06-22 15:19

ขั้นบังคับถึงม6 ก็จริง แต่หลายๆคนเค้าก็พบตั้งแต่ม.3 ก็มี ป.6ก็มี
แต่อีกทีนึง คนที่ไม่พบเลยจนจบ ม.6ก็เยอะค่ะ
ก็ขนาดมีทางเลือกให้ลองมา 12 ปีแล้ว ยังหาไม่เจอ คงต้องออกไปหาเองต่อไปแล้วละค่ะ

ระบบ 12 ปีนะ ใช่ว่าจะเอาทุกสิ่งในโลกมากองให้เลือกได้หมดหรอกนะ เพียงแต่มันเอาส่วนใหญ่ๆทีพอจะหาได้มาให้เท่านั้นแหละ

ถ้ามีระบบอื่นก็คงดี แต่มันยังไม่มีดีกว่านี้นะสิค่ะ
ไม่งั้นคงต้องทำแบบหนังวิทยาศาสตร์ ตรวจDNA แล้วแยกย้ายกันไปเลย
ที่นี้ก็จะได้มนุษย์สมบูรณ์ รู้สิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด แต่ไม่รู้อะไรเลยนอกจากสิ่งที่ตัวเองสนใจ
อย่างงั้นชอบไหมเอ๋ย~?

#20 By Ellebazi on 2008-06-21 11:33

เราก็พิมพ์อะไรยาวๆอย่างนี้ไม่ค่อยเป็นหลอค่ะ
ไปเจออะไรมาที่คิดว่าน่าสนใจก้เอามาลงให้อ่านกันแบบนี้ล่ะ (เป็นพวกสื่อสารออกมาไม่เก่ง)

ขอบคุณคะที่เข้ามาอ่านกันนะ

#19 By Pink clouds on 2008-06-21 11:01

#15 By Ellebazi เสียดายจังที่อ่านไม่จบ
สิ่งที่ระบบเอามากองตรงหน้าให้เราเลือกมากมาย เราต้องลองทุกสิ่งที่ระบบ จัดสรรตั้ง 12 ปี
(ป.1-ม.6)
จะไม่ดีกว่าหรือถ้าระบบ สามารถทําให้เราได้ค้นพบตัวเอง ได้ไวขึ้น และได้เดินไปตามแนวทางนั้นได้ไวขึ้น
#16 By nora ชอบมากเลยคะ พลังแห่งการอยู่รู้อยากเห็นของเรา ทําให้เรา หลุด หลุด หลุดซักที

ทุกความคิดมีค่าจริงๆ
big smile

#18 By Pink clouds on 2008-06-21 10:57

มันเป็นไปอย่างนี้ เพราะความกลัวและค่านิยมครับ

หากไม่ทำตามก็จะดูนอกคอก และ เสียผลประโยชน์ในการใช้ชีวิต ที่สังคมตีเส้นขึ้นมาไว้ และอาจไม่เป็นที่ยอมรับสักเท่าไหร่

มันไม่ใช่แค่การศึกษาไทย เพียงแต่การศึกษาของต่างประเทศจะค่อนข้างอลุ่มอล่วยและเปิดโอกาสให้คนที่การศึกษาไม่ได้สูง มากกว่า ทำให้มีทางเลือกชีวิตมากกว่าครับHot!
ถ้าจะเทียบไป ระบบการศึกษาที่เรียกว่า "โรงเรียน" มันก็เหมือนกับระบบหนึ่งที่เป็น default ให้กับหลายๆคนให้ได้ใช้ ได้ทำ และเป็นเครื่องที่สร้างแนวโน้มอย่างนึงว่า เอาล่ะ ถ้าเรียนตรงหลักสูตรตามนี้ก็ "น่าจะ" ได้มีความรู้ออกมาตามรูปแบบที่วางเอาไว้

แต่การเรียนรู้ของมนุษย์ก็เหมือนกับ software ครับ หลายๆ คนที่ได้รับรู้ตัวว่า default ของมันที่โดน set มามันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ โดยธรรมชาติแล้วเขาก็จะออกมา "เสาะแสวงหา" ด้วยวิธีการต่างๆ ของพวกเขาเองครับ แล้วแต่ความสนใจของมนุษย์ หลายๆคนจึงอาจจะมองว่าพวกเขานั้นประหลาด หรือว่าที่ใช้คำที่ยกย่องการใช้ชีวิตว่า "นอกกรอบ"

หลายๆคนอาจจะยังติดเรื่องการหล่อหลอมและโดนปลูกฝังจากสภาวะแวดล้อมรอบตัวพร้อมกับกรณีที่ชัดเจนที่สุดของการเรียนไทยที่เป็นปัญหาสุดคลาสสิคคือ พ่อ แม่ อยากให้หนู อยากให้ผม เรียนแบบนี้ ศึกษาแบบนี้ หรือจากกรณีของบุคคลรอบข้างที่ทำให้มีอิทธิพลและชักจูง อาจจะเป็นเพื่อน จนกลายเป็นว่า เราเป็นตัวของเราเอง หรือเราอยากเป็นตัวที่ใครอยากให้เป็นกันแน่

เชื่อเถอะครับว่าธรรมชาติมนุษย์เรายังเสาะแสวงหาการเรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น อยู่ที่ตัวเราเท่านั้นแหละครับว่าจะไขว่คว้าและแสวงหาหรือเปล่า และที่ผมเห็น ร้อยละร้อย ถ้ามีการผลักดันอย่างแรงกล้าจากภายในตัวเขาเอง เขาจะออกวิ่งและเสาะแสวงหาเองครับ อย่างน้อยตอนที่อยู่โรงเรียนแล้วจบมา วิชาภาษาไทยก็ยังไม่มีการสอนเขียน blog ในหลักสูตรนะ double wink

ปล. นึกถึงเรื่อง EP ในอีก blog นึงแฮะ sad smile

#16 By nora on 2008-06-21 01:32

ขอโทษด้วย อ่านไปได้ครึ่งดียว และมีความเห็นว่า
ไม่เห็นด้วยเท่าไร

ประการแรก โรงเรียน อาจจะไม่ใช่ระบบที่ดีนัก หรืออาจจะมีดีในบางจุด และแย่ในหลายๆจุด
แต่ลองคิดดูว่า มันมีระบบไหนที่มาแทนที่ได้?
สอนเองเรียนที่บ้าน? ปล่อยให้เรียนรู้เอง สักวันจะได้พบสิ่งที่ชอบ?

สำหรับเด็ก มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดมาแล้วค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบในทันที ต้องมีการลองผิดลองถูก ลองให้รู้หลายๆอย่าง และเลือกเอาสิ่งนั้น
จริงๆระบบโรงเรียน เป็นแค่ทางสี่แยกหลายๆอันที่เอามากองไว้ตรงหน้าเด็กเท่านั้น เมื่อเลือกได้ ก็เชิญเดินกันไป
แต่หากไม่มีระบบนี้ล่ะ? เด็กต้องวิ่งหาสิ่งที่ตัวเองต้องการไปอีกนานขนาดไหน คิดออกไหมนะ

ส่วนถ้าเลือกแล้วเดินไปไม่ได้ ไม่มีใครสนับสนุน นั้นก็เป็นอีกเรื่องนึงแล้ว ไม่เกี่ยวกับระบบโรงเรียนเลย

ประการที่สอง โรงเรียนไม่เป็นเพียงที่ให้ความรู้ แต่มันคือสังคม
ไม่คิดรึว่า เราได้การเรียนรู้เรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคมจากโรงเรียนมามากแค่ไหน? เราได้เพื่อนจากโรงเรียนทีตอนนี้ยังสนิทและติดต่อกันกี่คน? จำเรื่องบ้าบอเวลาไปเข้าค่าย หัวเราะเล่นหัวกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกันได้รุเปล่า? เราได้เรียนรู้ว่าการทำงานเป็นทีมการทำรายงานเป็นกลุ่มคืออะไร เราได้เรียนรู้ว่าสังคมมีกฏเกณฑ์ และกฏเอาไว้ปกป้องไม่ให้สังคมมีความแตกต่าง
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่โรงเรียนให้เรามาด้วยไม่ใช่หรือ?

เราไม่ได้พูดถึงเรื่องจบมาแล้วได้อะไร ทำงานต้องมีปริญญาณเลยนะ
แต่มองย้อนกลับไปดีๆเถอะว่า ถ้าไม่มีโรงเรียนแล้วจะเอาระบบใดมาใช้
ใช่ มันอาจจะไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุด แต่ระบบอื่นถ้ามีก็บอกมาหน่อยละกัน

#15 By Ellebazi on 2008-06-21 00:58

เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมต้องไปเรียนด้วย
ทุกวันนี้ก็ยังเรียนอยู่นะ
แต่ทำงานไปด้วย
แต่งานที่ทำอยู่ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนเลยซักนิด
แต่เป็นความสนใจของตัวเราเองsad smile

#14 By ~memay~ on 2008-06-20 21:16

Hot!

#13 By Airin on 2008-06-20 19:39

นั่นสิ ตอนเด็กๆเราก็ต้องไปโรงเรียน โดนครูตี โดนบิดหูด้วย เป็นอะไรที่ไม่ชอบเลยangry smile

แต่ทำไงได้ล่ะคะ โลกนี้ไม่รับคนไม่มีปริญญาซะด้วย อย่างน้อยก็ประเทศนี้ล่ะ

#12 By saya chan on 2008-06-20 18:56


ให้ตายเถอะ นี่ผมผ่านชีวิตวัยเรียนอันโหดร้ายเช่นนี้มาหรือเนี่ยะ..

ผมยังจำได้ดีวันแรกที่ผมไปโรงเรียน มันเหมือนถูกพ่อเอาไปทิ้งจริงๆ ผมร้องไห้ ผมอยากกลับบ้าน พอคงเจ็บพอกันเมื่อเห็นผมร้องไห้ แต่ทำไงได้ล่ะ เค้าว่ามันจะทำให้ผมเป็นจ้าวคนนายคน..

#11 By :: KinG MoJi :: on 2008-06-20 17:52

ปัญหาคือ เด็กส่วนใหญ่ยังไม่มีความคิดเป็นของตัวเองที่มั่นคงพอที่จะออกความเห็นค้านระบบนี้ได้น่ะสิครับ

#10 By on 2008-06-20 17:03

สุดยอดครับ เห็นด้วยจนถึงที่สุด
ผมสิ้นหวังกับการศึกษาไทยมานานแล้ว

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#9 By BakaX3 on 2008-06-20 16:31

ระบบโรงเรียนคือ ระบบของพวกเปอร์เซียที่ใช้้เรียนเพื่อจบมาป้อนคนเข้าโรงงานแล้วเป็นลูกจ้าตลอดชีวิต ตื่น 8 โมง กลับ 4 โมง นอนตื่นมาก็ทำแบบเดิมเหมือนฟันเฟืองเฟืองหนึ่ง แล้วก็ตายไปเท่านั้น ..... นี่คือทุนนิยม

#8 By Shuu Exteen on 2008-06-20 16:23

Hot! Hot! Hot! โดนมากค่ะ

#7 By (^_^)/nana on 2008-06-20 16:02

น่าจะมีทางอออกที่ชัดเจนด้วย เพราะว่า มีแต่คนบ่น ๆ ว่าไม่ดีอย่างงั้นอย่างงี้ แต่ว่าคำตอบละ ช่วยกันคิดก็ดีนะ ติง่ายแต่ แต่แก้ยาก

#6 By tidadoy (203.144.188.250) on 2008-06-20 09:43

Hot! Hot! Hot!

กระแทกใจอย่างเเรงเลย

ระบบการศึกษาไทยไม่พร้อมที่จะทำแบบตะวันตกหรอก

ฮือออ กระแทกจายยย
จริงๆ ระบบการศึกษาไทยก็ค่อนข้างเป็นระบบดีครับ ไม่ถึงกับห่วย แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าการพัฒนาค่อนข้างช้า ระบบที่เราใช้กันอยู่ก็คงใช้ต่อกันมาหลายสิบปี ซึ่งรองรับสิ่งพื้นฐานได้ แต่ไม่เปิดกว้างพอให้กับสิ่งใหม่เข้ามา (หรือเปิดนิดนึง) พอมีปัญหา คนที่ซวยก็ไม่พ้นใคร ก็นักเรียนอย่างเราๆ นี่เอง จนทำให้เกิดภาพว่ามันห่วย

#4 By manop on 2008-06-20 05:24

ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมีวุฒิปริญญาตรี
ถ้าคนที่จบมาได้วุฒิปริญญาตรี ไปเรียนแบบชิวๆ เกรดพอผ่าน
กะคนที่จบม.6 แต่ว่าสามารถทำงานได้เก่งกว่า ดีกว่า



เค้าก็ต้องดูที่วุฒิสินะ
เคยนั่งคิดอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมต้องไปโรงเรียน

#3 By Sunny Hunny ♥ on 2008-06-19 23:16

ระบบการศึกษาไทยมันห่วย Hot!

#2 By KaTTo-+tOdA on 2008-06-19 22:02

เห็นด้วยจนไม่รู้จะพูดอะไรเลยครับHot!

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาต้องกำหนดด้วยว่าเด็กม.5+ม.6ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เข้ามหาลัยนั้นได้แล้วดี เข้ามหาลัยนี้แล้วมันเลว เข้าไปแล้วเสียชื่อ ทำไมขนาดจะเข้าโรงเรียนจะเข้ามหาลัยยังต้องกำหนดกันเลยนี่นะ...

สุดท้ายก็พูด sad smile

#1 By Hideyo on 2008-06-19 21:45

Pink clouds View my profile