ตามภาษาแม่ศรี่เรือน
ทําความสะอาดบ้าน ปัดกวาดเช็ดถูไปเรื่อย เข้าไปเก็บโน้นเก็บนี้ในห้องเก็บของ ไปเจอหนังสือโทรม เปื่อยๆ ที่แรกกะจะยัดลงกล่องไปตามพวกๆของมัน แต่อ๊ะ มาสะดุด อาจินต์ ปัญจพรรค์ เข้าก็ลองเปิดอ่านดูซักหน่อย .......
...... นั้งอ่านตรงนั้นจนจบเล่มเลย เหอะๆ
อ่านจบมานั้งนึกๆดู โห หนังสือนี้ก็พิมพ์ 40 กว่าปีแล้วมันยัง ......
มีอยู่บทหนึ่งถูกใจดีแท้เลยเอามฝากกัน
คําให้การของชาวกรุงใหม่
กรุงเทพฯ จมอยู่ในความดูดาย รัฐบาลกับคนที่รักชาติจริงๆ เพียงกลุ้มน้อยเท่านั้นที่พยามยามงมมันขึ้นมา หัวเมืองเล่าก็ติดโรคเห็นขี้ขี้ตามช้าง ไปจากกรุงเทพฯ กรุงเทพฯมีอะไรที่เลวหัวเมืองก็ต้องเอาบ้าง เหมือนน้องเล็กเอาอย่างพี่ชายหัวปี
ยังก็เหลือแต่ชนบท ยิ่งห่างตลาดยิ่งเป็นตัวของตัวเอง
ในระแวกที่ยังคมนาคมด้วย เรือแจว, เกวียน, และแรงขา คำว่า " ประเพณีไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ " ยังเป็นป้ายประกาศตอกติดกับหัวใจ ของตาสีตาสา แต่ในกรุงหรือหัวเมืองที่มีรถยนต์เป็นพาหนะกลับพากันเขียนป้ายปักไว้หน้าประตูบ้านว่า " ห้ามกลับรถที่นี่ "
ต้องพักผ่อนกันมากมายขนาดนั้น
ความสำรวยสวยหรูที่เดินอีกก้าวเดียวก็เหยียบน้ำครำ เป็นความเจริญที่ต้องยืนแช่น้ำครำมองทวนขึ้นมา ความบันเทิงอย่างสุรุ่ยสุร่ายเป็นเชื่อเพลิงของอาชญากรรมและหนี้สิน เป็นความเพลิดเพลินจนเกินความจำเป็นในการพักผ่อนทั้งๆที่ต่างก็ทำงานประจำวันไม่หนักหนาถึงกับ
ขณะที่อารยชาติ เค้ากำลังคร่ำเคร่งเขียนสูตรวิทยาศาสตร์ใหม่ๆบนกระดานห้องค้นคว้า เราก็ยังคงเขียนตัวเลขบัญชีกินติด ข้างฝาร้านกาแฟอยู่อย่างเดิม เราหยิบโหย่งเราหวังน้ำบ่อหน้า เราสมัครงานเพื่อนั่งคอยที่กระดานหมากรุก ระบบ " บัวไม่ช้ำนํ้าไม่ขุ่น " ที่เจ้าของงานปฏิเสธอย่างเอาใจ ทำให้ให้บัวเป็นกิ่งกาฝากที่ไม่รู้รสช้ำ และน้ำไม่ขุ่นนั้นก็กลายเป็นน้ำลายของคนเกียจค้านที่ผลิตออกมากจนต่อมผลิตเหงื่อไม่ทำงาน
รอ-ในสิ่งที่ไม่มีวันได้ คลาด-ที่จะต่อสู้กับชีวิตด้วยแรง หวัง-โดยอิงคติล้าสมัยที่ว่า " วาสนายังไม่ถึง " สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้ชาติเจริญช้า เพราะมันคือลูกตุ้มที่ถ่วงความกระปรี้กระเปร่า คนหนุ่มผู้ควรใช้ความเพรียร และกำลังงานสิกลายเป็น พ่อมดที่สาปตนเองให้แก่ง่อมไปก่อนวัยด้วย การรอเทวดา, งอมืองอตีน, เมื่อจะเริ่มงานขั้นต่ำก็กลัวขาดทุนอนาคตทั้งๆที่อนาตครอให้รางวัลมนุษย์จนมันเมื่อยมือ แต่เรากลับถอยหลังกรูดแทนที่จะก้าวสวบไปหามัน
ยามปกติ เราอิจฉากันเอง แม้ไม่เจรจาออกมาก็เก็บไว้ในใจอย่างทารุณ ดูหมิ่นกันเองอย่างหัวสูง สาวไส้กันอย่างไร้มารยาท พลางนั้งตบยุงและบี้มดไฟเล่น
แต่ในยามบ้านเมืองคับขันเดือดร้อน เรามีพรสวรรค์และไหวพริบสำหรับหันหลังชนกันสู้ตั้งแต่ พยายมถึง พระพรหม
ด้วยเหตุฉะนี้ เราจึงดูดายและประมาททุกชั่วโมง เพราะพยากรณ์ล่วงหน้าไว้เองว่าชาติไทยจะไม่มีใครครองได้ สมุดข่อย จดหมายเหตุของชาติคือ ภาพมายาล่อให้เราหลงเสน่ห์ของมันว่า เมื่อถึงคราวสู้เราจึงจะสู้และสู้ได้ เมื่อยังไม่ถึงเวลาเราก็ " ต่อให้ " ไปก่อน
แล้วนี้สุภาษิต " วัวหายล้อมคอก " ยังรักษาเอาไว้ทำไมกัน เอาไว้ดูหมิ่นมันอย่างอยุติธรรมอย่างนั้นหรือ
เราก็เฝ้าล้อมคอกกันเรื่อยมา ไม่จำและไม่ปราถนาจะจำสุภาษิตที่ว่า " เจ็บแล้วต้องจำ "
อ่านแล้ว จะสะใจ หรือ สังเวช ดีก็ไม่รู้ 40 กว่าปีนะคะ 40กว่าปี
.
.
.
ปล. โชคดีที่เข้าห้องเก็บของ