Hotpost

คนไทยขี้อิจฉา

posted on 01 May 2008 16:55 by qmumuq  in Hotpost

                           "  อันที่จริงเขาก็อยากให้เราดี

                              แต่ถ้าดีเกินไปเขาหมั่นไส้

                              จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย

                              ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน "

 

เป็นบทประพันธ์ที่ พล.ต.หลวงวิจิตรวาทการ นักคิดนักเขียนชั้นแนวหน้าของไทยเมื่อกว่า 100 ปีที่ผ่านมา

 

และบทความที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็น งานเขียนของอาจารย์ท่านหนึ่งที่เราได้ติดมาอย่างต่อเนื่อง ที่แรกคิดว่า จะสรุปใจความ อย่างเราเข้าใจ เอามาให้ทุกคนอ่านอย่างเข้าใจง่ายๆ แต่คิดดูอีกทีอาจจะทําให้เนื้อหาที่สําคัญ ตกหล่น ไปได้ ดูแล้วจะยาวไปซักหน่อย แต่น่าสนใจจริงๆครับ ทําให้เข้าใจสภาพสังคมในปัจุบันได้เป็นอย่างดี

 

นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1282

 

ครูฝรั่งของผมคนหนึ่งซึ่งศึกษาชาวนาไทยเคยตั้งข้อสังเกตกับผมว่า คนไทยนั้นขี้อิจฉา

 

แน่นอน ผมย่อมแปลกใจ แต่ไม่ใช่แปลกใจที่คนไทยขี้อิจฉาในสายตาฝรั่ง แต่แปลกใจว่า อ้าวแล้วฝรั่งไม่ขี้อิจฉาบ้างหรือ

 

อันที่จริงในประสบการณ์ส่วนตัว ผมไม่เคยพบการอิจฉาริษยาของใครเลย ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือไทย นอกจากของตัวเอง

 

คืออย่างนี้นะครับ คงไม่มีใครอธิบายการกระทำของตัวว่ามาจากความอิจฉา ฉะนั้นทุกครั้งที่เราพบใครอิจฉาใคร ที่จริงแล้วเป็นคำอธิบายของเราเองต่อพฤติกรรมของเขาต่างหาก เราจะรู้จักความอิจฉาที่จริงได้ก็ต่อเมื่อมันเกิดในใจเราต่างหาก เราก็อาจบอกตัวเองไม่ให้ดังพอที่คนอื่นจะได้ยินว่า เออกูอิจฉามันว่ะ

 

ผมคิดว่าความอิจฉาเป็นความรู้สึกที่อยู่ลึก กว่ามันจะโผล่พ้นขึ้นมาเหนือสำนึกได้ มันคงถูกปรุงแต่งบิดเบี้ยวไปเพราะใครๆ ก็ถูกสอนมาว่าความอิจฉาเป็นสิ่งไม่ดี ฉะนั้น จึงหาแรงจูงใจอื่นที่ดูดีกว่าทับถมลงไปจนแม้แต่ตัวเองอาจไม่สำนึกก็ได้ว่านี่คือความอิจฉา

 

ฉะนั้น จึงไม่น่าสงสัยอะไรที่ข้อสังเกตของครูฝรั่งผมคงมาจากการตีความของท่านเอง ในฐานะนักมานุษยวิทยา (โดยเฉพาะสายที่สนใจศึกษาบุคลิกภาพเสียด้วย) ท่านมีหน้าที่ให้ความหมายแก่พฤติกรรมของคนที่ท่านศึกษา แล้วท่านก็คงอธิบายพฤติกรรมของคนไทยหลายประการว่ามาจากความอิจฉา

 

ความอิจฉาย่อมเกิดจากใจที่ไม่อยากเห็นคนอื่น "ได้ดี" ไปกว่าตัว แต่ "ได้ดี" เองก็มีความหมายหลายอย่าง แล้วแต่ใครจะนึกว่า "ดี" คืออะไร เช่น ได้ทรัพย์สมบัติ, ได้ชื่อเสียงเกียรติยศ, ได้เมียสวย, ได้ความนิยมของคนหมู่มาก ฯลฯ

 

ส่วนที่เขาได้นั้น เขาสมควรจะได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะแล้วแต่ใครจะวิเคราะห์เอาเอง คนอิจฉาที่ไหนๆ ก็ย่อมคิดเหมือนกันว่าเขาไม่สมควรจะได้

 

ในฐานะคนที่ยังตัดความอิจฉาริษยาออกไปจากใจไม่ได้หมด ผมจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับความอิจฉามากไปกว่านี้ล่ะครับ

 

แต่ผมอยากจะพูดว่า ไม่ว่าในสังคมใดหรือในยุคสมัยใด คนไม่เคยเสมอภาคกันจริงในทุกเรื่อง ฉะนั้นย่อมมีบางคน "ได้ดี" กว่าคนอื่นเป็นธรรมดาเสมอ ในวัฒนธรรมของชุมชนในประเทศไทย เขาจัดการกับความรู้สึกอิจฉาริษยาอย่างไร

 

ผมคิดว่าในวัฒนธรรมชุมชนแต่ก่อนนี้ มีกลไกทางสังคมบางอย่างที่ช่วยบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวดจากความแตกต่างทางสังคม เพราะแม้ในชุมชนเกษตรกรรมยังชีพ ก็ยังมีความแตกต่างของสถานะทางเศรษฐกิจ, การเมือง และเกียรติยศอยู่นั่นเอง

 

เช่นคนมีที่ดินไม่เท่ากัน กลุ่มตระกูลที่ย้ายมาลงหลักปักฐานในหมู่บ้านก่อนคนอื่น มักเป็นตระกูลใหญ่ จับจองที่ดินไว้มาก เป็นเหตุให้มีสถานะทางการเมืองสูงกว่าชาวบ้านทั่วไป เช่นสืบทอดตำแหน่งนายบ้านหรือผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน สืบมาในสายเครือญาติ แม้แต่สมภารของวัดประจำหมู่บ้านบางแห่ง ยังสืบสายเครือญาติมาจนถึงปัจจุบันด้วยซ้ำ

 

แต่ในท่ามกลางความแตกต่างทางสถานภาพเช่นนี้ มีกลไกทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้คนจนพอเอาตัวรอดไปได้หลายอย่าง เช่นในภาคเหนือ มักมีพื้นที่ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ "หน้าหมู่" หรือเป็นสมบัติของชุมชน ซึ่งชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินไม่พอทำกิน สามารถเอาไปใช้เพาะปลูกได้

 

ในภาคอีสาน พื้นที่บุ่งทามก็เป็นเหมือนพื้นที่ "หน้าหมู่" มีหน้าที่อย่างเดียวกัน

 

จริงอยู่ คนรวยก็มีสิทธิ์ใช้พื้นที่เหล่านี้เหมือนกัน และมักใช้อย่างได้กำไรมากกว่าคนจนด้วย แต่อย่างน้อยคนจนก็พอมีรูหายใจ คือพอมีข้าวไว้กรอกหม้อไปจนครบปีได้

 

ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงสมบัติสาธารณะอีกหลายอย่าง เช่น ปลาในห้วยหนองคลองบึง พืชผักผลไม้และ

 

สัตว์ในป่า บรรดาสิ่งทั้งหลายซึ่งมีมาเองตามธรรมชาติ โดยไม่มีใครไปลงแรงปลูกสร้างขึ้น ย่อมถือเป็นสมบัติสาธารณะของชุมชนทั้งสิ้น

 

ความแตกต่างทางฐานะเศรษฐกิจทิ่มตำให้ผู้คนเจ็บปวดก็จริง แต่ไม่แหลมคมเกินไปนัก เพราะอย่างน้อยก็พอดิ้นรนเอาตัวรอดไปได้ ยอมรับว่าแข่งเรือแข่งพายพอได้ แต่จะไปแข่งวาสนาบารมีนั้นทำไม่ได้

 

นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในชุมชน คือการที่คนรวยคนจน (หรือคนมีอำนาจกับคนไร้อำนาจ) จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างกัน แม้เป็นความสัมพันธ์ที่ (ถ้าใช้มาตรฐานการแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดเป็นเกณฑ์) ย่อมมีฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ แต่ก็มีความผูกพันที่มีอารมณ์ความรู้สึกระหว่างกันอยู่ในนั้นด้วย

 

อีกทั้งยังมีพิธีกรรมอีกหลายอย่างที่ช่วยดึงเอาผู้คนที่มีความแตกต่างนี้ลงมายืนในพื้นที่เสมอภาคกันได้เป็นครั้งคราว เช่นแห่นางแมวขอฝน ก็เป็นพิธีกรรมที่ตั้งใจละเมิดกฎเกณฑ์ทางสังคมที่ให้ความเคารพต่อความแตกต่างทางสถานภาพลงเสีย ในบางท้องที่ งานสงกรานต์ ก็ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน

 

ในภาคเหนือ มีประเพณี "ทานทอด" คือทอดผ้าป่าโดยเฉพาะอาหารและเครื่องใช้ที่จำเป็นแก่คนจน โดยทำเหมือนทอดผ้าป่าให้สงฆ์ คือแอบเอาของเหล่านั้นไปวางใกล้ที่อยู่ของคนจน แล้วส่งสัญญาณให้เขามาเอาไป โดยผู้ให้หลบไปเสียไม่ให้เห็นหน้า

 

มองจากแง่บุคคล แต่ละคนพอจะหาที่ยืนในชุมชนได้ เพราะเกณฑ์ของสถานภาพไม่ได้ผูกติดกับเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เช่น คนจนแต่บังเอิญเชี่ยวชาญด้านการรักษาพยาบาล ก็อาจเป็นหมอยาที่ได้รับความนับหน้าถือตา หมอผีก็เหมือนกัน หรือพายเรือเก่ง ไปจนถึงเป็นหมอลำได้ดี เป็นศิษย์โนราดัง เป็นต้น

 

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ จนแล้วมีเกียรติก็ได้ มีอำนาจก็ได้ เพียงแต่เป็นอำนาจในบางกรณี ความมีหน้ามีตาถูกกระจายออกไปยังคนนานาประเภทในชุมชน

 

แต่กลไกทางวัฒนธรรมเหล่านี้สิ้นสลายลง หรือเปลี่ยนความหมายไปเสียมากแล้ว ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่นำสังคมไทยมาสู่สังคมสมัยใหม่

 

ความแตกต่างทางสถานภาพนานาประการนำเอาความเจ็บปวดมาทิ่มแทงผู้คนให้บาดลึกลงไปในบุคลิกภาพ ผู้คนจึงมองการ "ได้ดี" ของคนอื่นด้วยความสะดุ้งหวั่นไหวว่า สถานภาพของตัวยิ่งตกต่ำลงไปกว่าเดิมเมื่อคนอื่นกระเถิบสูงขึ้น ยากที่จะให้รู้สึก "พลอยยินดี" ไปกับเขาได้

 

ครูฝรั่งของผมเข้ามาทำงานเกี่ยวกับชาวนาไทยแถบบางชัน ซึ่งในสมัยนั้นอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่คืบ ชุมชนกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว สถานภาพและความผูกพันที่เคยมีมากำลังแปรเปลี่ยนไป ถ้าแถบบางชันเคยมีสมบัติสาธารณะใดๆ มาก่อน ก็กำลังร่อยหรอลง เพราะคนมือยาวกว่าเข้าไปช่วงชิงใช้สอยแต่ผู้เดียว หรือเสื่อมสภาพเพราะไม่มีการบำรุงรักษา

 

ในสภาพอย่างนี้แหละครับที่ผมคิดว่า นักมานุษยวิทยาอาจตีความพฤติกรรมของผู้คนได้ว่าขี้อิจฉา คือไม่อยากเห็นใคร "ได้ดี" ไปกว่าตัว

 

และในภายหลัง สภาพอย่างนี้ไม่ได้เกิดที่บางชันแห่งเดียว แต่ระบาดไปทั่วประเทศไทย ฉะนั้นถ้าพูดถึงความใจแคบของคนอันเกิดจากการที่ถูกพรากจากความสัมพันธ์ในชุมชน กลายเป็นปัจเจกที่ไร้ความมั่นคงใดๆ ในชีวิต ว่าคือความขี้อิจฉา เราก็อาจพูดได้ว่าคนไทยขี้อิจฉากระมัง

 

อันที่จริง กลไกทางวัฒนธรรมที่ผมยกมากล่าวข้างต้นล้วนทำงานไม่ได้ผลไปแล้วทั้งนั้น เพราะเมื่อเป็นกลไก มันก็ต้องทำงานโดยอิงอาศัยกัน จะหยิบเอาบางชิ้นส่วนขึ้นมาให้ทำงานเหมือนกันย่อมไม่ได้

 

ผมมีกรณีตัวอย่างที่เคยได้ฟังจากนักมานุษยวิทยาอีกท่านหนึ่ง คือท่านอาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์

 

ท่านเล่าด้วยความสลดใจว่า ท่านเองมีส่วนสำคัญในการทำลายบารมีของผู้นำสลัมคนหนึ่งลงโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องของเรื่องก็คือ มีองค์กรอะไรอันหนึ่งเอาผ้าห่มไปแจกชาวสลัมผ่านผู้นำคนนั้น ท่านผู้นำก็โชคร้ายที่มาพบท่านอาจารย์อคินเสียก่อนจะได้แจกผ้าห่ม

 

ท่านผู้นำถามท่านอาจารย์ว่าจะแจกอย่างไรดี เพราะมีไม่ครบคน ในฐานะนักเรียนอังกฤษนะครับ ท่านอาจารย์อคินก็แนะนำว่า ควรแจกตามความจำเป็น คือใครจนไม่มีผ้าห่มก็ควรแจกคนนั้น

 

ด้วยความสนิทสนมและเคารพนับถือกันมานาน ท่านผู้นำก็เชื่อจึงแจกผ้าห่มตามหลักสังคมนิยมเฟเบียนเป๊ะเลย

 

ผลก็คือ เหล่าบริวาร โดยเฉพาะที่เป็นมือขวามือซ้ายของผู้นำพากันโกรธเคืองลูกพี่อย่างไม่เคยมาก่อนเลย รองหัวหน้าซึ่งเคยเป็นมือขวาบ่นให้ท่านอาจารย์อคินฟังว่า ผมกับมันร่วมหัวจมท้ายกันมาตลอด ช่วยเหลือเป็นธุระของมันมาทุกอย่าง ดูสิ แทนที่จะแจกผ้าห่มให้ผม กลับเอาไปแจกคนอื่นหมด ไม่แจกผมเลยสักผืน

 

ตั้งแต่นั้นมาก็เลิกนับถือเป็นลูกพี่อีกต่อไป

 

ท่านอาจารย์อคินสรุปว่า หลักสังคมนิยมเฟเบียนใช้กับความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ไม่ได้ เพราะคนควรเข้าถึงทรัพยากรตามลำดับความสัมพันธ์ในโครงสร้างของการอุปถัมภ์ ไม่ใช่ความจำเป็นในชีวิต

 

อย่าลืมนะครับว่า ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์คือการแลกเปลี่ยน ฉะนั้น การอดผ้าห่มจึงเท่ากับโดนโกง ไม่ใช่เรื่องที่ไม่รู้จักการเสียสละให้แก่คนที่ขาดแคลน นั่นมันเรื่องทำบุญ คนละเรื่องกัน

 

ความเข้าใจของท่านอาจารย์อคินต่อกรณีนี้คงใช่แน่ แต่ผมอดตะขิดตะขวงใจไม่ได้ว่า แล้วในความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ของไทยนั้นไม่มีการจัดการให้ทรัพยากรถึงมือคนที่เข้าไม่ถึงเลยหรือ นอกจากต้องเข้าไปอยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์เท่านั้น ถ้าอย่างนั้น คนที่มีอยู่แล้วมิยิ่งมีกันมากขึ้นจนล้นเหลือหรือ

 

ผมคิดในใจของผมเองว่า สมมติว่าลูกพี่เชื่อท่านอาจารย์อคิน แต่ใช้วิธีดำเนินงานอีกอย่างหนึ่ง คือประชุมสมุนของตัว บอกหลักการให้ทราบ แล้ววานให้สมุนชั้นนำของตัวนำผ้าห่มไปแจกแทน ก็จะไม่มีใครกบฏต่อลูกพี่

 

ไม่ใช่เพราะสมุนต่างพากันโกงด้วยการเก็บผ้าห่มไว้เองโดยไม่แจกนะครับ แต่เป็นเพราะลูกพี่เปิดโอกาสให้สมุนได้ใช้ทรัพยากรผ้าห่มไปขยายเครือข่ายอุปถัมภ์ของตัวเอง พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ถึงแม้สมุนจะไม่ได้ผ้าห่มไว้เอง แต่ก็ได้สร้างบารมีของตัวกับชาวบ้าน ถ้าพูดภาษาชาววัดก็คือ ได้ร่วมทำบุญจนได้หน้าไม่น้อยไปกว่ากัน

 

ทุกคนได้หมด รวมทั้งสังคมนิยมเฟเบียนด้วย

 

แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องอาศัยกลไกทางวัฒนธรรมอีกหลายอย่างในชุมชนซึ่งผู้นำเข้าไม่ถึงเสียแล้ว

ผมเป็นคนหน้าไม่อาย

posted on 28 Apr 2008 23:21 by qmumuq  in Hotpost

ผมได้ถามตัวเองว่า นานเท่าไรแล้ว ที่ไม่ได้ซื้อเพลงฟังและเช่าหนังดู?

....ระลึกชาติ....

ครั้งแรกที่ผมเริ่มโหลด Mp3 ก็คงเมื่อมี คอมเป็นของตัวเองและต่ออินเตอร์เน็ตได้มั้ง คิดว่านี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผม ได้เริ่มทําตัวน่าอาย ด้วยการละเมิดลิขสิทธิ์ อืมไม่ใช่สิ การละเมิดลิขสิทธิครั้งแรกของผมน่าจะมาพร้อมกับคอม เครื่องแรกนี่ล่ะ ที่มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการเถื่อนและซอฟแวร์เถื่อนอีกมากมาย ที่ทางร้าน ประกอบคอมเขาได้จัดหามาให้

....ระลึกชาติอีกรอบ....

ผมโตและเรียนมาจากต่างจังหวัด ครั้งแรกที่ได้สัมผัส คอม น่าจะเป็นที่โรงเรียน มัธยม การเรียน คอม สมัยนั้น เท่าที่จําได้ คือเรียนอาทิตย์ละ 1 คาบ เครื่องละ 2 คนบ้างครั้ง อาจเครื่องละ 3 คนด้วยซํ้าไป(ก็มันโรงเรียนต่างจังหวัดนิ) ได้รู้จักวินโดว์ พิมพ์งานได้ ใช้เพาว์เวอร์พอยต์เป็น แล้วก็รู้จักคําว่า "เวิลด์ไวด์เว็บ" (ตอนนั้นไม่สนใจคํานี้เท่าไรก็ด้วยเพราะความช้าของมันนั้นเอง) แล้วก็จบ ม.ปลายไปด้วยความรู้เกี่ยวกับคอมแค่ "หางอึ่ง" พอได้เข้า สู่รั้ว มหาลัย คณะที่เลือกเรียนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย กับ คอม ช่วงเวลานั้น ที่จะเกี่ยวกับคอมก็ คงจะเป็นเรื่องเล่น เกมส์

และแล้ว คอม เครื่องแรกของผมก็มา วางอยู่ตรงหน้า พอได้ เห็นซอฟแวร์ ที่ทางร้านได้ลงมาให้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาไม่คิดเงินเพิ่มหรือ แล้วความสงสัยนี่ก็เลือนหายไป ตั้งหน้าตั้งตาเรียนดีกว่า

เหตุการณ์สําคัญก็ได้เกิดขึ้น โปรแกรม แอนตี้ไวรัส ที่ทางร้านได้ลงมาให้ กลับไม่ทํางานเอาดื้อๆ (มารู้ที่หลังว่า keyหมดอายุ) จึงได้ เริ่มหาโปรแกรมตัวใหม่ มาแทนอันที่ไม่ทํางาน ผมจึงได้รู้จักคําว่า "patch" "crack" "Keygen" "ยาแก้ไอ" "serial" 

และแล้วผมก็ไปศึกษาว่าไอ้คำพวกนี้หมายความว่ายังไง พอรู้ที่มาก็ได้จัดแจงลงโปรแกรมทันที มันเป็นโปรแกรมที่่ไม่ถูกต้อง หรือ เรียกอีกอย่างว่าโปรแกรมเถื่อน ผมลงโปรแกรมมาใช้สักพัก  เพื่อนผมมันก็บอกว่ามึงทำไมไม่ไปหา Open  Source Sofeware หรือ Free ware...และก็อีกมากมายหลายโปรแกรมแล้วเลือกมาลงซะ แล้ว จะใช้ของเถื่อนทำไม ในเมื่อโปรแกรมฟรีมันก็ดีเหมือนกัน สวนกลับไปทันที่เลย ว่า Photoshop มึงล่ะซื้อมาหลอ แพงนะน่ะ  ..... แหมไอ้คุณเพื่อนก็ มันก็ปนๆกันไป

พอผมได้คุยกับเพื่อน ผมเลยจัดการกับโปรแกรมในเครื่องซะเลย มีหลายๆโปรแกรม ที่ผมสามารถสลัดมันหลุดออกมาได้ โปรแกรมแรกเลยก็น่าจะเป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัส NOD 32 เหตุผลก็ตามที่กล่าวมาข้างต้นได้เปลี่ยนมาเป็น AVG และโปรแกรมต่อมา Nero โปรแกรม เขียนแผ่นที่ใครๆเขาก็ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง จนทําออกมาเป็นคู่มือมากมายหลายสํานักพิมพ์ ผมได้ลองเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมนี่ CDBurnerXP Pro แทน โปรแกรมต่อมาที่ทางร้านเขาลงติดเครื่องมาด้วยคือ ACDSee โปรแกรมดูและจัดการรูปภาพ ได้ลองหันมาใช้ FastStone Image Viewer แล้วก็ได้ลองมองหาโปรแกรมที่สามารถใช้แทน PowerDVD ได้ ก็ได้เจอกับตัวนี้ VLC media player แต่ก็ยังมีอีกหลายโปรแกรมในเครื่องที่ยังใช้โปรแกรมเถื่อนอยู่ผมจึงยังต้อง หน้าด้าน ใช้ของเถื่อนต่อไป แม้กระทั้งในตอนนี้ที่ผมกําลังเขียน อยู่นี่ ระบบปฎิบัติการที่ใช้อยู่ก็ เป็น วินโดว์ ปลอม ผมจึงได้ ลองไปศึกษา ระบบปฎิบัติการลินุกซ์ ที่ใช้ชื่อ ว่า อูบันตู จากเวป คลับของคนรัก อูบันตู ถ้าผมได้ใช้ ระบบปฎิบัติการลีนุกซ์ อย่างเต็มตัว ความน่าอาย ของผมน่าจะลดลงได้บ้าง ไม่มากก็น้อย เพราะ ในระบบปฎิบัติการ นี่ เขาได้ใส่ มาพร้อมกับ ซอฟแวร์ ที่ไม่ติดเรื่องลิขสิทธิ์ เขาพัฒนามาให้ใช้กันฟรีๆ

ช่วงนี้ก็ยังต้องหา Open Source Software และ Free Ware มาใช้แทนกันไปก่อน เช่น

OpenOffice ใช้แทน Microsoft Office

gimp ใช้แทน Adobe Photoshop CS3

7-Zip ใช้แทน Win RAR

ส่วนเรื่องเพลง โชคยังดีที่ผลงานเพลงที่ออกมาหลังๆนี่ ผมไม่ชอบ จึงไม่คิดที่จะโหลดเก็บ มาไว้ที่เครื่อง จะมีก็แต่เพลงเก่าที่ยังหาอยู่ แต่ก็ได้มาเจอกับ เวป บ้านเพลงเก่า ทำให้ผมไม่ต้องโหลดเพลง

ส่วน หนัง นี่ต้องขอยอมรับว่าทุกวันนี้ยังโหลด บิต อยู่ แต่หนังเรื่องไหนที่ดูแล้ว ชอบ ก็เต็มใจที่จะเสียเงินไปซื้อแผ่นแท้อย่างแน่นอน (ก็คงไม่ชอบไปทุกเรื่องหลอก!)

เพราะครอบครัวผม มันแค่คนฐานะปานกลาง ของสังคมไทย ผมคงไม่มีเงินมากมาย ไปซื้อเพลงแทบทุกอัลบัม หรือหนังแทบทุกเรื่องมาสะสม ยิ่งซอฟแวร์บางอัน ราคามันสูงมาก มากจนสามารถใช้กินไปได้ 2-3เดือน......(-*-.)

ผมจึงยังต้องอาศัยเวปบิตทั้งหลายที่เปิดกันอยู่ มาสนองความต้องการของผมอยู่นั้นเอง

โปรแกรมบางอันของผมก็เถื่อน บางอันก็ฟรี... 

 

หลังจากที่ ได้ระลึกชาติ มากหลายบรรทัดก็ตอบตัวเองได้ว่าหลังจากที่ มึง(ตัวผมเอง) มีคอมนี่ แหละ!

 

 

 Entry นี้ ไปอ่านได้จาก สุดสัปดาห์กับการ์ตูน

เพราะว่า หมูน้อย ได้ไปคัดลอกมา แล้วลืม ให้เครดิต ทางเจ้าของบทความและ คนที่ให้ความสําคํญ กับการให้เครดิตเขาไม่ พอใจ เอามากๆ ขอโทษ จิงๆอู๊ดๆ มีคนมาว่าอีกว่า เอาลุกเค้าไปได้ดิบได้ดี เฮ้อเศร้า เจตนา ก็แค่ชอบงานเค้าเท่านั้นเองเห็นว่า เขียนดี เอาลงไป จ๊ากเลย ได้ขึ้น hot อีก ปกติ เขียนไยไปในบล็อก ไม่เคยได้ขึ้น hot กะเค้าซักที่  นี่แสดงว่าบทความของเค้าดีจิงๆ  

 

ขอโทดอีกครั้งค่ะ

หมูน้อย View my profile